Breaking News

วิกฤตอัฟกานิสถาน หลังจากการถอนกองกำลังออกไปของสหรัฐฯ!!

วิกฤตอัฟกานิสถาน หลังจากการถอนกองกำลังออกไปของสหรัฐฯ!!

นับตั้งแต่การประกาศถอนกองกำลังออกไปของสหรัฐฯ เมื่อ 2 เดือนก่อน ก็เกิดกระแส การเรียกระดมพลของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ “ตาลีบัน” เกิดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อเตรียมการเปิดฉากเข้าต่อสู้กับกลุ่มกองกำลังรัฐบาลอัฟกานิสถาน และช่วงชิงอำนาจที่แต่ก่อนเป็นของพวกเขาคืน

หลังจากคำประกาศสิ้นสุด การปะทะกัน ระหว่างกองกำลังตาลีบันกับกองกำลังรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในหลายเมืองเกิดการปะทะ และ สูญเสียเมืองหลักแถบชนบท รวมถึง ฐานที่มั่นหลายแห่งให้แก่ กลุ่มตาลีบัน โดยเฉพาะเขตอำนาจเก่าของพวกเขาในภาคใต้และตะวันตกเฉียงใต้ อย่างจังหวัดเฮลมานด์เหนือ , อุรุซกัน และซาบูล รวมทั้งพื้นที่ภูเขาทางตอนใต้อย่างจังหวัด ฟาร์ยับ และจังหวัดบาดักห์ชาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ทางด้านสำนักข่าว BBC ได้รายงานว่า ขณะนี้ กลุ่มตาลีบัน ได้พยายามเข้าโจมตีและรุกคืบหนัก คาดการณ์ว่า ไม่นานตาลีบันจะสามารถเข้ายึดครองพื้นที่ทางภาคเหนือ และ ตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงภาคกลาง ในหลายเมือง อาทิเช่นกาซนี, เมดาน และวาร์ดัก นอกจากนั้น ขณะนี้กลุ่มติดอาวุธตาลีบันก็กำลังยกพลประชิดเมืองสำคัญหลายเมือง อย่างเช่นเมืองคุนดุซ, กันดาฮาร์ และลัชคาร์กาห์

จนกระทั่งในวัน ที่ 24 ก.ค. ทางด้านโฆษกรัฐบาลกลางอัฟกานิสถาน ได้ยกระดับความปลอดภัย และประกาศเคอร์ฟิวนาน 1 เดือน เกือบทั่วประเทศ โดยห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หวังหยุดยั้งการบุกเข้าเมืองต่าง ๆ ของกลุ่มตาลีบัน หลัง 2 ฝ่ายเปิดฉากสู้รบกันอย่างดุเดือดตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา

ทางด้านกระทรวงมหาดไทยของอัฟกานิสถาน ได้ออกมาประกาศ ให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และ ให้มั่นใจในการจัดการของรัฐบาล อีกทั้งยังเชื่อว่าการประกาศเคอร์ฟิวนี้ “จะช่วยลดความรุนแรงและจำกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มตาลีบันได้” พร้อมทั้งเตือนให้ประชาชนตั้งใจฟังคำประกาศของรัฐบาล และ เตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินเสมอ อย่างไร ทางรัฐบาลจะจัดการอย่างเต็มที่ และนำความสงบกลับคืนสู่ประเทศต่อไป

ต่อมาในวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา ทางด้านโฆษกกองทัพสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน พร้อมทั้งยังบอกถึงการช่วยเหลือ ต่อประชาชนและกองกำลังรัฐบาลอัฟกานิสถาน ว่าสหรัฐฯจะช่วยสนับสนุนพวกเขาในการต่อสู้ครั้งนี้ ทางด้าน พลเอก เคนเนธ แมคเคนซี ผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคเอเชียกลางและตะวันออกกลาง ได้ออกมากล่าวเสริมว่า กองกำลังสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานจะยังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ เพื่อสนับสนุนกำลังทหารอัฟกานิสถานต่อไป  

แต่ทว่าพลเอกแมคเคนซี ก็ไม่ได้ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกำลังทหารสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานนั้น จะยังคงดำเนินต่อไปหรือไม่ หากสหรัฐฯ ถอนกำลังทหารออกมาจากอัฟกานิสถานทั้งหมดในวันที่ 31 สิงหาคม ที่จะถึงนี้

ล่าสุดในวันที่ 30 ก.ค. กองกำลังตาลีบันได้รุกคืบ โจมตีอย่างหนัก โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงคาบูล ที่คาดว่ากลุ่มตาลีบัน ได้ทำการเข้ายึดครองเมืองได้มากกว่าครึ่ง และยังยึดสนามบินในเมือง อีกทั้งยังเข้าสังหารเจ้าหน้าที่ในสนามบิน เสียชีวิตไปหลายคน 

ในเวลาต่อมา กลุ่มตาลีบันได้เข้าทำการโจมตีไปยังสถานที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในอัฟกานิสถาน การปะทะกันเกิดขึ้นอย่างดุเดือดและกินเวลาหลายชั่วโมง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำยูเอ็นรายหนึ่งเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 21 คน

เดโบราห์ ลียงส์ ทูตพิเศษแห่งสหประชาชาติประจำอัฟกานิสถาน

ทางด้านยูเอ็น เดโบราห์ ลียงส์ ทูตพิเศษแห่งสหประชาชาติประจำอัฟกานิสถาน ได้ออกมาประนาม ถึงการโจมตีของกลุ่มตาลีบัน ว่าเป็นการกระทำที่เลวร้าย ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ห้ามไม่ให้ทำการโจมตีบุคลากรและทรัพยสินขององค์การสหประชาชาติ มิฉะนั้น อาจถูกพิจารณาว่าเป็นอาชญากรรมสงครามได้

เวลาเดียวกัน ทางด้านกลุ่มตาลีบัน ก็ได้ออกมาแถลงว่า พวกเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะโจมตีที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แต่อย่างใด แต่เป็นการประทะกับกองกำลังของรัฐบาลอัฟกาฯ ที่อยู่ในบริเวณนั้น และคาดว่า ผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บอาจตกเป็นเหยื่อลูกหลงการต่อสู้อย่างไม่เจตนา จากการทวีตข้อความของ ซาบิอุเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกของกลุ่มตาลีบัน

ถึงแม้ว่าในขณะนี้ กองทัพตาลีบัน จะทำการรุกคืบและเข้ายึดครองพื้นที่ในหลายส่วนของประเทศ แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถยึดครองได้อย่างง่ายดายเหมือนเมื่อก่อน เพราะในขณะนี้ ได้มีกลุ่มกองกำลังต่อต้านท้องถิ่น ได้ลุกขึ้นมาหยิบอาวุธต่อสู้ และ เข้าร่วมกับกองกำลังรัฐบาลอัฟกาฯ โดย นาย อาตา โมฮัมหมัด นูร์ ผู้นำกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น และอดีตผู้ว่าฯ จังหวัดบัลค์ ได้ออกมาปลุกระดม ให้เหล่าอดีตนักรบมูจาฮีดิน ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดอีกครั้ง คู่กับรัฐบาลอัฟกาฯ ขณะที่ทางด้าน อิสมาอิล ข่าน แห่งเฮรัต และราชิด ดอสตุม ก็ได้ระดมพลชนกลุ่มน้อยอุซเบค เข้าต่อสู้กับกลุ่มกองกำลังของตาลีบันที่เมืองเฮรัต ในขณะนี่เอง

ด้านกองทัพสหรัฐฯ ได้พูดทิ้งท้ายว่า ถึงแม้กลุ่มตาลีบันจะสามารถรุกคืบ จนถึงขนาดยึดจุดยุทศาสตร์ที่สำคัญได้หลายแห่ง แต่ก็ไม่ทำให้พวกเขาได้รับชัยชนะได้ ถึงแม้ว่ากองกำลังนานาชาติจะถอนกำลังออกไปหมดแล้วก็ตาม เพราะเชื่อมั่นว่า กองทัพรัฐบาลอัฟกาฯจะสามารถต้านทานการโจมตีของกลุ่มตาลีบันได้ เพราะตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา ทางด้านกองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการฝึกฝนพวกเขามาตลอด และ เห็นถึงศักยภาพที่พวกเขามี อีกทั้งประชาชนจำนวนมาก จะไม่ยอมกลับไปเป็นเหมือนเก่า ที่ตอนตาลีบันปกครองอีกแล้ว 

ซึ่งการกล่าวมานี้ ของกองทัพสหรัฐฯ นั้น ช่างสวนทางจากกลุ่มนักวิชาการจำนวนมาก ที่เล็งเห็นแล้วว่า การถอนกำลังออกไปของสหรัฐฯ และ กองกำลังนานาชาติ จะทำให้อัฟกานิสถานจะถูกปกครองโดยกลุ่มตาลีบัน หรือก็คือ กองทัพรัฐบาลอัฟกาฯจะพ่ายแพ้ต่อกลุ่มตาลีบันในอีก 6 เดือน และคาดว่า การเจรจาสันติภาพจะไม่เกิดขึ้น หลังจากการถอนกองกำลังออกไปแล้ว ภายหลังที่จีน ได้เข้าไปคุยกับผู้นำของตาลีบันแล้ว ในขณะนี้นั่นเอง….

ข้อมูลเพิ่มเติม กลุ่มตาลีบันคือใคร?

กลุ่มตาลีบัน คือ กลุ่มกองกำลังนักรบที่ทรงอิทธิพลอีกกลุ่ม ในตะวันออกกลาง ชื่อของกลุ่มคำว่า ตาลีบัน มีความหมายว่า นักเรียน หรือ ผู้แสวงหา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1990 หลังจากที่อดีตสหภาพโซเวียตถอนกำลังออกไปในปี ค.ศ. 1989 แต่เดิมพวกเขาคือกองกำลังที่เข้าร่วมต่อสู้กับกลุ่มนักรบศักดิ์สิทธิ์ “มูจาฮีดีน” 

หลังจากก่อตั้งกลุ่มตาลีบันขึ้นมา พวกเขาได้ประกาศตัวเป็นรัฐหนึ่ง ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนว่า พวกเขาจะนำความสงบสุขและความมั่นคงต่อชีวิตให้แก่ประชาชนทุกคนในอัฟกานิสถาน ต่อมาในปีค.ศ. 1995 พวกเขาก็ได้ทำการเข้ายึดครองเมืองฮารัต และใช้เมืองแห่งนี้เป็นฐานที่มั่นของกองกำลัง ในขณะนั้น ด้วยอุดมการณ์ที่แรงกล้าของพวกเขา ทำให้เวลาไม่นานกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่น ก็ต่างพากันเข้าร่วม จนกองทัพกลุ่มตาลีบันนั้น เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก

ต่อมาไม่นาน ด้วยปัญหาภายใน เกี่ยวกับนโยบายการบริหารประเทศ อีกทั้งความล้มเหลวและข่าวลือเรื่องคอรัปชั่น ทำให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจเกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน ส่งผลให้สถานการณ์ในประเทศไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ต่อมาเมื่อเข้าสู่ปีค.ศ. 1996 กองกำลังตาลีบันก็ได้ทำการเข้ารุกคืบและอาศัยตอนกลุ่มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของนาย นาจิบุลเลาะห์ อาห์มาดไซ กำลังระส่ำระส่ายภายใน พวกเขาอาศัยจังหวะนี้เข้าโจมตีจนสามารถเข้ายึดครองเมืองหลวงอย่างกรุงคาบูลได้สำเร็จ ในเวลาต่อมาพวกเขาก็ได้ประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นมา ให้อยู่ภายใต้กฎหมายอิสลาม หรือกฎชารีอะห์

ต่อมาไม่นาน กลุ่มตาลีบัน ก็ได้สั่งประหารอดีตประธานาธิบดี นาจิบุลเลาะห์ อาห์มาดไซ ในข้อหาสมคบคิดกับชาติตะวันตกในการทำลายชาติ และยังคอรัปชั่นนำทรัพสมบัติของชาติไปเป็นของตนและกลุ่มพวกพ้อง ด้วยการแขวนคอสำเร็จโทษ

อดีตประธานาธิบดี นาจิบุลเลาะห์ อาห์มาดไซ

หลังจากการตายของอดีตประธานาธิบดีแล้ว กลุ่มตาลีบันก็ได้ปกครองประเทศอย่างสมบูรณ์ พวกเขาได้อ้างว่า ตลอดเวลาที่พวกเขาปกครองพื้นที่กว่า 90% ของประเทศนั่น ล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้คนมีแต่ความสุข สงบ ตลอดมา ซึ่ง สวนทางกับผู้คนที่หนีออกมาจากประเทศ ที่ต่างกล่าวว่า กลุ่มตาลีบันนั้น โหดร้ายป่าเถื่อน พวกเขาบังคับให้ผู้หญิงทุกคนต้องคลุมหน้าตลอดเวลา และห้ามไม่ให้ทำงานอะไร ที่นอกเหนือจากงานบ้าน รวมถึงการอ่านและเขียนหนังสือ เป็นสิ่งต้องห้ามของผู้หญิง ส่วนผู้ชายต้องเรียนแต่หนังสือของศาสนาเท่านั้น ห้ามเรียนหนังสืออื่นเป็นอันขาด ในช่วงเวลานั้น ตาลีบันต่างปกครองคนในประเทศด้วยความหวาดกลัว

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2001 กลุ่มตาลีบันก็ถูกกวาดล้าง โดยสหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตร NATO หลังจากเกิดเหตุการณ์ 9/11 ที่เครื่องบิน 2 ลำ พุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่นิวยอร์ค โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายอัลเคดา ที่มี นายอุสซามา บินลาเดน เป็นผู้นำ และกลุ่มก่อร้ายนี่เอง ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน จึงเป็นเหตุให้กองกำลังนานาชาติ ต้องเข้ามาทำการกวาดล้างและปราบปรามกลุ่มก่อร้ายนี่

นับแต่นั้นมา กลุ่มตาลีบันจึงหมดอำนาจในอัฟกานิสถาน กลายเป็นเพียงกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่ทำได้เพียงต่อสู้แบบกองโจร รวมถึงการวางระเบิดคาร์บอมและระเบิดพลีชีพ 

ตลอดระยะเวลาที่ตาลีบันเข้าปกครองอัฟกานิสถาน พวกเขาไม่เคยมอบความสุข และความสงบให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริงเลย จะมีเพียงความกลัวและการขดขี่ทางเพศ ที่พวกเขามอบให้ กลายเป็นบาดแผลใหญ่ที่ฝั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน จนประชาชนทั้งหมดยากที่จะให้อภัย จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะตาย ดีกว่าที่จะให้ตาลีบันมีอำนาจเหมือนเก่า… #วิกฤตอัฟกานิสถาน หลังจากการถอนกองกำลังออกไปของสหรัฐฯ!!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ QuotesAboutSmile และ Keywordsfun

What's your reaction?

Excited
0
Happy
0
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0

You may also like

Metaverse โลกใหม่แห่งอนาคต
Breaking News

Metaverse โลกใหม่แห่งอนาคต

ด้วยกระแสข่าวจาก Facebook ที่มีแผนรีแบรนด์บริษัทด้วยการเปลี่ยนชื่อใหม่ในสัปดาห์หน้า โดยมุ่งเน้นไปในเรื่อง “เมตาเวิร์ส(Metaverse)” หรือโลกดิจิทัล ที่ผู้คนสามารถโต้ตอบและใช้พื้นที่เสมือนจริงร่วมกันได้
Breaking News

ญี่ปุ่นเตือน! ประเทศแถบอาเซียนให้ระวังการก่อการร้าย! ดัน #การก่อการร้ายแบบพลีชีพ ติดเทรนทวิตเตอร์ในไทยวันนี้!!

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ทางด้านสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ทำการส่งอีเมลแจ้งเตือนให้พลเมืองของตัวเอง ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ให้ระมัดระวังการก่อการร้าย ด้วยวิธีระเบิดพลีชีพ
Story

ครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ 9/11 กับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่โลกต้องจดจำ

วันนี้ในอดีต ได้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลเคดาได้ทำการจี้เครื่องบินพาณิชย์ เพื่อพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในใจกลางมหานครนิวยอร์ก เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตมากถึง 3,000 ราย

1 Comment

Leave a reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Breaking News

ทั่วโลกเฝ้าจับตา ไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ “มิว(B.1.621)” หวั่นระบาดหนักแทนที่สายพันธุ์เดลตา

โควิดสายพันธุ์มิวเกิดการกลายพันธุ์ในจุดตำแหน่งที่เคยอยู่ในเบต้า แกรมมา อาทิ E484K ซึ่งสามารถหลบภูมิคุ้มกัน หรือดื้อวัคซีนได้ โดยมีทั้งส่วน N501Y
ใจชื้น เจ้าหน้าที่พบ “น้องจีน่า” แล้ว
Breaking News

ใจชื้น เจ้าหน้าที่พบ “น้องจีน่า” แล้ว

จากเหตุการณ์การหายตัวไปของ น้องจีน่า วัย 1 ขวบ 11 เดือน ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ในหมู่บ้านห้วยฝักดาบ ม.19 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ...
Breaking News

หุ่นเชิดเด็กหญิง Little Amal กับการเดินทางไกล 8,000 กม. เพื่อตามหาแม่ของเธอ ตัวแทนของกลุ่มเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก

หุ่นเชิดเด็กหญิง Little Amal  คือหุ่นเชิดขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างด้วยวัสดุที่แข็งแรงทนทานจากธรรมชาติ มีความสูงกว่า 3.5 เมตร และมีรูปร่างเหมือนเด็กผู้หญิง โดยเธอจะต้องออกเดินทางกว่า 8000 กม.