Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 63

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 63

บทที่ 63 จุดเดือด ep.1

“ ถ้าไม่เคยให้ความจริงใจกับใคร ก็อย่าหวังว่าจะให้ใครมาเมตตา “

** มีใครเคยคิดเล่น ๆ เหมือนผมกันบ้างไหม ว่าถ้าประเทศไทยมีหิมะตกในฤดูหนาวนั้น มันจะเป็นยังไง มันจะให้ความรู้สึกที่เหมือนอย่างที่เราคิดรึป่าว? ได้ออกไปเล่นหิมะ นั้งปั้นตุ๊กตาหิมะ ขี่สโนว์บอร์ด เอาหิมะมาปาใส่กัน และทั้งหมดที่ผมพูด ผมก็เอามาจากในหนังหรือในการ์ตูนที่เคยดูในตอนเด็ก คิดว่าตัวเองอยู่ในนั้น จินตนาการถึงความสุขสนุกสนาน ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูจะโรเมนติก มันเป็นความสุขตามประสาเด็กในตอนนั้น จนผมรู้สึกอิจฉาคนที่เขามีหิมะให้เล่นกันจริง ๆุ

บางทีผมก็ยังเกิดความรู้สึกที่น้อยเนื้อต่ำใจในตัวเอง ว่าทำไมถึงไม่ได้เกิดมา อยู่ในประเทศที่มีหิมะตกไปเลย ผมยังเคยถึงขนาดภาวนาขอพรอยู่ทุกเมื่อว่า สักปีนึงมันต้องมีปฎิหารณ์ทำให้หิมะตกในเมืองไทยบ้างละน่า และดูเหมือนจะเป็นจริงดังที่ขอหิมะได้มาจริง ๆ ในเมืองไทยครับ และเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนคงจะรู้ และคงเคยสัมผัสกับหิมะที่มาอยู่ในเมืองไทยกันทุกคนก็ว่าได้ คงพอจะนึกกันออกนะครับ ว่าที่ไหน ก็ดรีมเวิรด์อย่างไงละครับ บ้านหิมะที่จำลองบรรยากาศความหนาวจริง ๆ มาให้เราได้สัมผัสกัน 

ผมยังจำได้ตอนที่เห็นโฆษณาครั้งแรกในทีวี มันใช่เลยครับ ใช่ที่ผมเฝ้าใฝ่ฝันมานาน และยังจำความรู้สึกตอนที่ต้องยืนรอต่อคิวเพื่อรอเข้าบ้านหิมะได้อยู่เลย ว่านานมากเกือบเป็นชั่วโมงด้วยซ้ำไป ใกล้ถึงตาเราก็ยิ่งตื่นเต้นคิดเอาไว้ว่าเราจะเล่นให้หายอยากเลยทีเดียว จะเล่นให้หมดทุกอย่างที่มีในนั้นไปเลย แต่พอมาถึงเวลาเล่นเข้าจริง ๆ วินาทีแรกที่ก้าวขาเข้าห้อง..โห! แม่ง!! ทำไมมันหนาวอย่างนี้ มือไม้เพียงไม่ถึง10นาทีก็เย็นจนจะแข็งอยู่แล้ว 

สรุปเลยก็คือทุกสิ่งที่กูเคยคิดว่ามันคงดี สนุกสนาน แต่เอาจริง ๆ แล้ว **เช็ดเข้…!! เปลี่ยนความคิดไปเลยในทันที นี่ขนาดยังไม่มีหิมะตกยังหนาวขนาดนี้ ถ้าตกลงมากูไม่ตายห่าเอาหรอ ดังนั้นเลยเล่นไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ขอลาแล้วจร้า พอกันทีกับจินตนาการ… มันก็ไม่มีอะไรหรอกครับแค่ตอนนี้มันเข้าหน้าหนาวเมืองไทยแล้ว มันก็เลยทำให้นึกถึงตอนเป็นเด็กตอนนั้น ก็เลยอยากจะเล่าให้ฟัง..เพราะผมรู้ว่าคุณ ๆ ก็เคยคิดเหมือนกันใช่ไหมละ….**

มันเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดีเลยทีเดียวสำหรับปีนี้ ไม่มีเรื่องค้างคาใจใด ๆ ให้ต้องมาเป็นทุกข์กันจนข้ามปีอย่างที่เคยเตรียมใจเอาไว้ ความทุกข์ที่มันสุมอยู่ในใจอยู่นาน บัดนี้มันก็ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น.. สิ้นสุดความทรมานสักที หมดเรื่องร้ายสักทีในปีนี้… 

ผมเดินคิดอะไรไปเรื่อยเบื่อย เหมือนกับคนใจลอย ใช่เลยครับในตอนนี้ใจของผม มันได้ลอยตามป๋าของผมกลับบ้านไปแล้วนั่นเอง ใจลอยจนเดินมาถึงหน้าประตูแดนตอนไหน ยังไม่รู้ตัวเลยจริง ๆ ” ใครมาเยี่ยมว่ะไอ้เสือ ” ป๋าเวียงถามกับผมตอนที่กำลังโดนค้นตัวก่อนเข้าแดนตามปรกติ

” พ่อผมมาครับป๋า ” ผมตอบคำถามของป๋าเวียงไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอารมณ์ดีสุดๆ “เขาให้อภัยมึงแล้วไง..แต่น่าเสียดายน่าจะทิ้งให้นานกว่านี้หน่อย กูว่านะ” ป๋าเวียงพูดไปพลางหัวเราะไปพลาง เมื่อเห็นหน้าตาที่ยิ้มแย้มของผม ดูแล้วแกคงจะหมั่นไส้ผมนิด ๆ ด้วยละมั้ง“แค่นี้ก็พอแล้วครับป๋า 6เดือนเหมือน 6ปี ใจจะขาด ” ผมพูดตัดพ้อให้กับป๋าเวียงฟัง

จากนั้นจึงเดินกลับเข้าแดนมา ผมยังเดินไม่พ้นประตูแดนได้ไม่ถึงสามก้าว ไอ้แว่น มันคือคนแรกที่ยืนดักรอผมอยู่ ในมือมันก็ยังถือจานข้าวรอให้ผมกลับมากินต่ออยู่เลย“ใครมากันบ้างพี่ เห็นเดินมาหน้านี่ยิ้มไม่หุบเลยนะ สงสัยหวานใจมาหาแน่ ๆ “ มันยิงคำถามถามกับผม ” ป๋ากูมาคนเดียว หวานจงหวานใจกูไม่มีหรอกนะไอ้แว่น ” ผมบอกกับมันไปก่อนที่รับจานข้าวที่มันเอามาให้ ตักข้าวใส่ปากกินได้เพียง4-5คำ ก็ยื่นจานให้มันเอากลับไปเก็บพร้อมสั่งให้มันไปเจอกันที่ร้านไอ้คม 

“กูกินไม่ลงแล้วว่ะ แล้วมึงก็รีบมาล่ะมากินแป๊บซี่กัน กูร้อน” ไอ้แว่นพยักหน้าเข้าใจ เราจึงแยกกันไปคนละทางทันที มาถึงยังไม่ทันได้นั่งเลย ” ป๋าเป็นไงบ้างว่ะ ” ไอ้คมถามกับผม เพราะว่ามันก็รู้จักกับพ่อผมอยู่ดีพอสมควร “เขาก็สบายดีตามประสาเขานั่นแหละ” ผมบอกกับมันได้แค่นั้น และเราก็นั่งคุยกันไป กินน้ำอัดลมกับขนมกันไป คุยกันถึงเรื่องวันเก่า ๆ กับวีรกรรมเด็ด ๆ รั่วๆ หลุดๆ มันก็สามารถเรียกเสียงหัวเราะมาได้ทุกครั้งที่เล่าจริง ๆ 

ไม่ทันไรไอ้แว่นก็เดินเข้ามาสมทบในทันที พวกเรานั่งกินขนมไปด้วย คุยกันไปคุยกันมา และกว่าจะได้เวลาขึ้นห้องของเราทั้งสามคน ก็กินกันไปชุดใหญ่ 2ขวด(น้ำอัดลม) กับขนมอีกเกือบร้อยบาทเล่นซะผมจุกท้อง เดินแทบจะไม่ไหวกันเลยทีเดียว

ผมนอนเล่นอยู่บนที่นอนในแบบที่ผมรู้สึกสบายใจที่สุด โดยผมไม่มีความรู้สึกกังวลใด ๆ (มันคือความจริงที่เราจะรู้สึกกันได้ถ้าหากเรานั้นสบายใจโดยปราศจากเรื่องหนักใจใด ๆ มันอธิบายไม่ถูกเหมือนกันนะครับกับความรู้สึก) และหลังจากหัวหน้าห้องขึ้นมาแล้ว ก็ได้เริ่มการประชุมของในห้อง2/5ในทันที เพราะว่าทุกวันที่ 31 ธ.ค. ของทุกปี เราจะมีการกินเลี้ยงกันบนห้อง ก็เลยคิดว่าปีนี้เราจะจัดกันอย่างไรดี จะกินรวมกันทั้งหมด หรือ จะแยกกันกินกลุ่มใครกลุ่มมัน ความคิดเห็นมันก็ได้แตกเป็นสองเสียงเป็นของธรรมดาของหลักการประชาธิปไตย มันก็เลยต้องใช้เสียงข้างมากในห้องเพื่อมาตัดสินกัน 

จนได้ข้อสรุปที่ลงตัว นั่นก็ คือ การกินรวมกันทั้งหมด ซึ่งแบบนี้มันก็ดีเพราะว่าคนที่ไม่มีเขาจะได้กินได้สนุกไปกับพวกเรากันด้วย ไม่ใช่ว่ามานั้งดูพวกเรากินหรือนั่งรอให้เราอิ่มแล้ว ค่อยมาเก็บมากินของเหลือจากพวกเรา ดังนั้นพวกเราก็ต้องมาหาข้อสรุปกันอีกว่าคนจำนวน 90กว่าคนนั้น ต้องเฉลี่ยกันออกเงินคนละเท่าไหร่ เพื่อให้มันพอต่อจำนวนคนในห้อง ผมก็เลยมีความคิดขึ้นมาว่า 

“ก็เอาแบบนี้ใครมีมากก็ออกมากหน่อย มีน้อยก็ออกน้อย ส่วนใครที่ไม่มีก็ไม่ต้องออก จะได้ไม่ต้องไปดิ้นหามาให้ แล้วก็จะมาเป็นหนี้กันอีก ถ้าตกลงตามนี้ที่กูบอก กูกับไอ้แว่นช่วยบุหรี่สองแถว พวกที่มีก็อย่าคิดไรมากเลยเพื่อนนานทีเสียแค่ปีละครั้ง เพื่อแลกกับความสุข ผมว่ามันคุ้มกว่ากันนะ ” ที่ผมต้องแสดงให้ดูและพูดแบบนี้ ก็เพื่อที่จะกันท่าไอ้พวกที่มันมีแต่รู้มาก ไม่ค่อยยอมออกกันสักเท่าไหร่ได้เห็น และทีเนี้ยมันก็จะรู้สึกที่เสียไม่ได้กัน เพราะเรื่องเสียหน้าในคุกมันคือเรื่องใหญ่ยอมกันไม่ได้นั่นเอง 

และมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดเอาไว้ พวกที่ดูทรงดีทั้งหลาย(แต่มีจริงหรือไม่มีไม่รู้) ต่างก็ยอมช่วยกันออกคนละแถว(บุหรี่) ตามกันหมด ผมไอ้ต้นและไอ้บอยดำ ต่างคนก็หันมามองหน้ากันยิ้ม ๆ อย่างที่เข้าใจกัน “ไอ้เหี้ย..เสียหน้ากันไม่ได้จริง ๆ ” ไอ้ต้นหัวหน้าห้อง พูดออกมาเบา ๆ ให้พวกเราได้ยิน“มึงก็น่าจะออกบุหรี่สัก 4แถว กูจะดูดิพวกมันจะทำไงกัน ” ไอ้บอยดำพูดกับผม 

“กูไม่ใช่พวกบ้ายุนะไอ้ดำ! ชิหายออกคนละแถวนี่ก็จะแดกกันไม่หมดอยู่แล้ว นี่กูเลี้ยงกันแค่คนในห้องนะ ไม่ใช่เลี้ยงคนแดกกันทั้งแดน และมึงก็อย่าทำเป็นตีเนียรด้วยนะไอ้ดำ มึงต้องออกบุหรี่มาด้วยแถวนึง และกูก็หมดแล้วด้วย ” ผมบอกกับมันเพราะต่างรู้นิสัยกันดี ว่าเพื่อนคนนี้เป็นยังไง “เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย”สำหรับคนแบบไอ้ดำ ไอ้ต้นหัวเราะชอบใจในความรู้ทันของผมก่อนที่มันจะเสริมไปว่า   

“เอ้า..ไอ้บอยมึงละจะออกเท่าไหร ส่วนตัวกูออกแถวนึงตามไปด้วย” ไอ้ต้นถามกับไอ้บอยดำ ส่วนตัวมันก็ได้ออกตัวพูดว่า จ่ายไปก่อนอีกด้วย เพื่อเป็นการบีบไอ้บอยดำไปในตัว เมื่อเห็นดังนั้น ไอ้บอยจึงแกล้งโวยวายพูดไปยิ้มไปว่า “อะไรว่ะเนี้ยนี่กูรองนะ มึงทำกับรองแบบนี้ไม่ได้นะ..เออไม่เป็นไรพวกมึงก็อย่าพลาดขึ้นโรงงานกูนะ เดี๋ยวเอาไปสิบโล” และถ้าใครไม่รู้ก็คงจะคิดว่าไอ้บอยนี่มันคบไม่ได้ นิสัยไม่ดีเป็นแน่ 

แต่เผอิญว่าพวกในห้องต่างก็รู้นิสัยใจคอรองคนนี้ดีว่าจริง ๆ แล้วเป็นคนนิสัยยังไง “นี่ขนาดกูหัวหน้าห้อง ยังต้องออกเลยนะรอง เร็ว ๆ เข้าเถอะอย่าเรื่องมาก “ ไอ้ต้นหัวหน้าห้องทำทีเป็นพูดแหย่ไอ้บอยดำไป “ก็บุหรี่กูอยู่กับมึงไงไอ้ต้น มึงจัดการให้กูด้วย ” แล้วทุกอย่างมันก็เริ่มลงตัวในแบบที่มันควรจะเป็น… 

ผมเชื่อเลยว่างานเลี้ยงปีใหม่ปีนี้ของห้อง2/5 ต้องออกมาอลังการงานสร้างเป็นแน่ ทั้งอาหารคาวหวานเพียบพร้อมไปหมด รับรองได้ว่าแดกกันได้ทั้งคืนแน่นอน และดีนะที่อีกอย่างในห้องนี้มีเด็กที่ทำงานอยู่ร้านค้าสวัสดิการอยู่หลายคน มันจึงได้รับหน้าทีคอยจัดหาของกินทุกอย่างตามที่สั่ง และก็ต้องมาตัดบุหรี่ที่รวบรวมกันมา ทำเป็นเงินเพื่อเอาไปซื้อของกินอีกด้วย

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วก็ปิดการประชุมได้ ทุกคนต่างก็แยกย้ายที่ใครที่มันตามปรกติ ผมไอ้แว่นและไอ้อ๊อฟ ก็มานั่งกินขนมกัน พร้อมทั้งสั่งให้ไอ้แว่นมันชงกาแฟขึ้นห้องมาให้กินอีกด้วย เหมือนกับว่าคืนนี้ผมจะไม่นอนยังไงยังงั้น ยิ่งวันนี้ผมเองก็นอนมาทั้งวันอีกด้วย แค่นี้ก็จะหลับไม่ลงอยู่แล้ว 

“กาแฟเย็น ๆ มาแล้วพี่ เย็นเจี๊ยบชื่นใจ” ไอ้แว่นยื่นขวดน้ำที่ตอนนี้เต็มไปด้วยกาแฟเย็นฝีมือของมัน มันให้ผมมา2ขวด ผมดูสีสันของกาแฟแล้วมันช่างดูน่ากินเป็นอย่างมาก “ไอ้อ๊อฟมึงต้องลองแล้วมึงจะติดใจ” ผมบอกกับไอ้อ๊อฟเพื่อให้มันลองดู ซึ่งตอนแรกมันดูจะไม่สนใจ แต่มันก็ลองกินเข้าไปจนได้  

“เออว่ะรสชาติดีว่ะกลมกล่อมกำลังดี กูไม่คิดเลยว่ามึงจะมีฝีมือขนาดนี้นะเนี้ย” ไอ้อ๊อฟหันมาพูดชมไอ้แว่นตรง มันจึงทำให้ไอ้แว่นนั้นยิ้มหน้าบานเลยทีเดียว…

แล้ววันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็มาถึง ในอาทิตย์นี้ผมไม่ได้เปิดโต๊ะบอลเพราะคิดว่ามันยังไม่พร้อมเท่าไหร่ และก็เหมือนกับโชคเข้าข้างผมที่ทำแบบนี้ เพราะว่าอาทิตย์นี้ใครที่เปิดโต๊ะต่างก็โดนกันเต็ม ๆ ไปจะมากน้อยก็สุดแล้วแต่โพยที่เปิดให้แทงกัน เปิดมากเจ็บมากไปตามระเบียบ และไอ้เบนซ์มันก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ถือว่ามันยังโชคดีอยู่มากที่ยอมเชื่อผม มันก็เลยเปิดไปขำ ๆ แค่2โพย       

” นี่ขนาดกูเปิดแค่นี้ยังลบเป็นพัน ๆ ถ้ากูไม่เชื่อมึงนะไอ้ใหญ่เปิดเต็มที่เผลอ ๆแสนไม่อยู่เป็นแน่ ” ไอ้เบนซ์คุยกับผม “และกูว่ามันต้องมีปัญหาเกิดแน่ว่ะไอ้เบนซ์ แดกกันขนาดนี้โต๊ะใครจะทานไหวว่ะ ” ผมบอกให้มันฟังกับเหตุกราณ์ที่ผมคิดว่ามันต้องเกิดขึ้นตามมา 

“จะเกิดอะไรกูไม่รู้ แต่ที่กูแทงไปมันต้องได้ตามนั้น และมึงละใหญ่ แทงโต๊ะใครไปบ้างและมึงบวกมาเท่าไหร่ ” ไอ้เบนซ์ได้บอกกับผมฟังและยังถามผมอีกด้วย “กูยังไม่ได้คิดให้ไอ้แว่นไปดูอยู่ว่ากูแทงบ้านใครไปบ้าง แต่กูลองนึกดูแล้วเข้าหมดทุกตัวแบบนี้ ก็น่าจะมากอยู่ว่ะ ” พูดให้มันฟัง 

“หรอว่ะ..งั้นมึงอย่าไปยอมนะไอ้ใหญ่ ได้เท่าไหรต้องเท่านั้น มึงยิ่งชอบขี้สงสารใจอ่อนอยู่ด้วย เดี๋ยวพอมันมาขอร้องมึงเข้าหน่อย มึงก็ยอมใจอ่อนอีกไม่เอานะกูขอ” ไอ้เบนซ์มันได้พูดดักคอผมหมดทุกทางอย่างนี้ แล้วผมจะทำไงได้ละครับก็ต้องรับปากมันไป “กูรู้นะเบนซ์ที่มึงทำแบบนี้” ผมได้บอกถึงจุดประสงค์จริงของมันไปว่ารู้ในเรื่องที่มันไม่ยอม 

มันก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่พักนึงเพื่อให้ผมจี้ถามมันอีกที แต่พอดีผมเลือกที่จะบอกมันแค่นั้นพอดีกว่า เพราะเดี๋ยวยังไงผมก็รู้ว่ามันจะเล่าให้ฟังออกมาเอง และก็ไม่นานเกินรอไอ้เบนซ์มันคงทนรอให้ผมจี้ถามไม่ไหวก็เลยบอกให้ฟังแค่ 2คน 

“ทรงคนมันเยอะ มันคิดว่าบ้านกูมีเงินก็เลยไม่ไว้หน้าใคร ไม่สนใจใคร เดินแรงขึ้นทุกวัน จนกูเริ่มหมั่นหน้ามันชิบหาย รอให้มันเข้าทางตีนกูอยู่พอดี” เพียงเท่านี้ผมก็รู้แล้วว่าใคร คือ ผู้โชคดีคนนั้น และเอาเข้าจริง ๆ ผมเองก็ไม่ค่อยชอบมันอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ผมเลือกเก็บเอาไว้ในใจก็เท่านั้น คิดแค่ว่าต่างคนต่างเดิน อย่าล้ำเส้นกันเป็นพอ กูไม่ยุ่งกับมึง มึงก็อย่ามายุ่งกับกูดีกว่า

“ว่าไงว่าตามกันแล้วกันเพื่อน” ไม่ต้องมาพูดอะไรกันมาก ผมกับมันพูดแค่นี้ก็รู้กันแล้วว่า ติดให้ทุกไม้ทุกกระบอก ไอ้เบนซ์ยิ้มให้ผม แล้วมันก็ยืนบุหรี่มาให้ผมพร้อมกับจุดให้ผมสูบอีกด้วย เพื่อแสดงออกให้รู้ว่ามันก็คิดเหมือนกันกับผม 

ผมนั่งดูพวกเด็กในบ้านมันวิ่งวุ่นกันหากู้หายืมเงิน เพื่อที่จะเอามาจ่ายค่าบอลกันจร้าละหวั่น มันเองก็เดินไปคุยกับพวกที่ได้ว่าจะขอจ่ายแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะมันโดนเยอะมาก ๆ หลายแสนเลยที่เดียว ใครที่ยอมก็จะได้บุหรี่ไปเลย และส่วนมากดูมันจะยอมกันด้วย ส่วนถ้าใครไม่ยอมมันบอกว่าก็ต้องรอไปก่อน เพราะว่าวันหยุดยาวหาไม่ทันรอแม่มันมาเยี่ยมแล้วจะจัดการให้เอง

ไอ้เบนซ์พอมันได้ยินข่าวแบบนี้ ตัวมันก็เลยจะไม่ยอมอย่างเดียว มันก็เลยเรียกพวกที่ถูกบอลโต๊ะของมันมารวมตัวกันที่บ้านใต้บันได และทั้งหมดที่มารวมตัวกันนั้น ก็มีอยู่หลายคนด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็มีบังดุลย์รวมอยู่ด้วย “ยอมได้ไงทีแดกกูมึงเคยเก็บกูครึ่งนึงไหม และทีนี้มึงจะขอจ่ายกูแค่ครึ่งเดียวได้ไงละ ” บังดุลย์พูดใส่หน้ามันที่มาคุยกันที่บ้านใต้บันได 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าอยากได้เต็มก็ต้องรอเปิดทำการเลยทีเดียว แค่ถามเฉย ๆ ว่าถ้าอยากได้เลยก็เอาครึ่งเดียว ก็แค่นั้น ไม่ได้บอกว่าจะไม่จ่ายสักหน่อย รึอยากจะเอาแบบหลังละบัง” มันพูดกับบังแบบนี้ ซึ่งผมเองเป็นคนฟัง ยังรู้เลยว่ามันกวนส้นตีนขนาดไหน นี้มึงมาขอร้องให้เขาช่วยนะเนี้ย แต่ดูแล้วคำพูดที่มึงพูดมา มันเหมือนจะขอตีนมากกว่า

” กูไม่รอหรอกนะ กูเสียเย็นกูจ่ายเลยไม่มีอ้างโน้นอ้างนี้ โพล๊ะพะตลอด มึงพูดแบบนี้เดี๋ยวก็ได้พบแพทย์หรอก” โดนใจผมจริงกับคำพูดบังคำนี้ แต่ผมดูมันจะไม่สะทกสะท้านอะไร ยืนจ้องหน้ายิ้มอยู่ได้ ผมมองไอ้เบนซ์นิ่ง คนอื่นก็นิ่ง แต่พอตาสบตากับไอ้เบนซ์ ผมเลยแสดงออกมาทางสายตาให้มันเข้าใจว่าผมทนไม่ไหวแล้ว

“นั่นมันคือปัญหาของมึงไม่ใช่ของพวกกู มึงเสียมึงจ่ายมามันก็จบทำเป็นทรงดีต้องมีให้ตลอดสิว่ะ” ผมพูดบอกกับมันพร้อมกับจ้องหน้ามันให้มันรู้ไปเลยว่ากูอยากมีเรื่องกับมึงแล้วในตอนนี้…( โปรดติดตามตอนต่อไป ) ” หมีขาว ขั้ว โลกเหนือ ” # คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 63

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ QuotesAboutSmile และ Keywordsfun

What's your reaction?

Excited
0
Happy
0
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0

You may also like

Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 82

เมื่อการสอบสวนของนายอำพลนั้นไม่เป็นผลอย่างที่เขาคิดเอาไว้ เพราะว่าผมเองนั้นไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านหรือหวาดกลัวอะไรเลยกับการข่มขู่และเสียงดังของเขา ที่มักจะได้ผลทุกครั้งไป และในความคิดของนายอำพลตอนนี้นั้น
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 81

อยากจะข่มตาหลับ อย่างที่ไอ้ต้นเพื่อนผมบอก แต่มันก็ทำใจหลับไม่ลง เพราะว่าใจของผมตอนนี้ มันร้อนดั่งไฟเผาซะเหลือเกิน หัวสมองคิดไปต่างๆนานา ซึ่งมันก็อดเป็นห่วงเพื่อนฝั่งนู้นไม่ได้เลยว่าเรื่องราวมันจะลุกลามไปถึงไหนแล้ว
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 80

ผมไม่ได้เจอเพื่อนเก่าอย่างไอ้เบนซ์มานาน ก็เลยหาที่นั่งคุยกัน ตรงใต้ต้นไม้ข้างฝ่ายฝึกวิชาชีพ มีไอ้เบนซ์ ไอ้หมี ไอ้ฮาทร์ และผมกับไอ้แว่นที่อยู่กับผมไม่ห่าง " ไอ้หมี มึงเป็นไงบ้างว่ะกูรู้มาว่าตอนโรคระบาดมึงเป็นไข้ไม่สบายด้วย " ผมถามมันด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้ตอนนี้มันจะหายแล้วก็ตาม

Comments are closed.

More in:Story

Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 79

เที่ยงคืนสิบห้านาทีพอประมาณ บรรยากาศบนเรือนนอน เริ่มกลับสู่ภาวะปรกติเหมือนเดิม อย่างที่เคยเป็นมาอีกครั้ง ความสุขมักจะอยู่กับเราแค่เพียงชั่วคราว แต่มันจะอยู่ในความทรงจำตราบนานเท่านาน เพียงเท่านี้ก็สุขใจกันแล้วครับ
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 78

ขนมหวานถูกจัดใส่จาน วางเรียงอยู่ตรงหน้าช่างดูน่ากินเหลือเกิน ผมเองไม่รอช้ารีบตักกินทันที และที่สำคัญคือมื้อนี้คือมื้อแรก ที่ผมคิดว่าได้กินขนมทุกอย่างในเรือนจำที่มีขาย เพราะส่วนใหญ่แล้ว มักจะเบิกมาแล้วก็ไม่ค่อยได้อย่างที่ต้องการ หมดบ้าง ค้างบ้าง แทนเป็นอย่างอื่นไปบ้าง
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 77

"พี่ใหญ่ครับ.. พี่ใหญ่..ตื่น..ตื่น..ได้แล้วครับ พี่ใหญ่ครับ..พี่ต้นขึ้นห้องแล้วครับ" ไอ้แว่นทั้งเขย่าตัวผม แล้วก็เรียกชื่อผมอยู่พักนึงเลยก็ว่าได้ กว่าที่ผมจะรู้สึกตัว ลืมตาตื่นขึ้นมานั่งงัวเงีย เมาขี้ตาพักนึงเห็นจะได้ "แว่นต่อบุหรี่ให้พี่ดูดหน่อยดิ " ผมร้องหาบุหรี่สูบกับไอ้แว่น