Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 64

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 64

บทที่64 จุดเดือด ep.2

” ต่อให้จะเป็นช่วงเวลาที่ดีขนาดไหน พรุ่งนี้มันก็จะกลายเป็นแค่ความทรงจำอยู่ดี “

** ช่วงนี้อยากบอกว่าผมเหนื่อยที่สุด หลังที่น้ำได้ลงจนหมดแล้ว มันก็ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้ดูต่างหน้ามากมาย เพื่อเราจะนึกคิดถึงมัน ขอบอกว่าอย่างเละ บอกเลยว่าพอผมเห็นสภาพบ้านของตัวเองแล้ว อยากจะบ้า..นี่บ้านเราหรือนี่ ขนาดก่อนที่น้ำจะท่วมเข้าบ้านเรา เราเองก็ได้ก่ออิฐก่อปูนเพื่อป้องกันไว้เป็นด่านแรก เผื่อว่ามันจะเอาอยู่ แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว มันช่วยอะไรไม่ได้เลย ก่อตรงนั้นกับรั่วอยู่ตรงนี้ ตรงโน้น ตรงนั้น สรุปซึมรอบบ้านไปหมด ไอ้ที่ก่อกั้นเอาไว้ไม่ให้น้ำมันเข้าบ้าน แต่กับกลายเป็นบ่อน้ำในบ้านไปซะงั้น เห็นแล้วอยากจะเอาปลามาปล่อย เลี้ยงเเม่งให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย 

พอน้ำเริ่มลง น้ำในบ้านมันเสือกไม่ได้ลงตามไปด้วยนี่สิ ปัญหาเกิดละทีเนี้ย ทั้งน้ำที่เริ่มเน่า และที่พีค!!สุด ๆ เห็นจะเป็นพี่เหลือมตัวเขื่องของเรา อยู่ในตู้เสื้อผ้านอนขดตัวสบายอุรา ผมเปิดตู้ไปเห็นแทบช็อค ขออยู่ในซอกไม่บอกใครจริง ๆ ทีนี้ก็ต้องเดือดร้อนหน่วยกู้ภัย มาอันเชิญพี่เหลือมไปอยู่ในที่ชอบที่ชอบ เพราะถ้าไม่งั้น เห็นที่ไอ้เหมียวสองตัวลูกชายของผม มันคงได้ย้ายที่อยู่ไปอยู่ในท้องมันแน่ ไม่ตัวใดก็สองตัวเป็นนี้แหล่ะ” บางทีอะไรที่มันตื่นเต้น ๆ ก็มาหาเราโดยที่เราไม่ได้ตั้งตัวเหมือนกันนะครับ…**

จากที่ใครคิดว่าเป็นคนอารมณ์เย็นที่สุดในกลุ่มอย่างผม กลับเป็นผมซะเองที่แสดงตัวออกมาชัดเจนเลยว่า กูอยากมีเรื่องกับมึงมากที่สุด ผมกับมันต่างจ้องตากันราวกับว่ากำลังแข่งขันจ้องตากันอย่างไงอย่างงั้น ถ้าใครกระพริบตาก่อนก็แพ้ไป แต่ความจริงแล้วมันไม่ง่ายอย่างนั้นนะสิ ใช่เลยครับสถานการณ์เริ่มสุ่มเสี่ยงว่ามันจะมีเรื่องมากที่สุด!! 

ผมมองหน้ามันด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ แต่บอกเลยว่าอาการผมในใจตอนนี้ มันจวนจะถึงจุดเดือดเข้าไปทุกทีแล้ว และตัวมันเองก็คงจะไม่ต่างกัน ทำเป็นดึงหน้าใส่ผมขนาดนี้ บรรยากาศรอบข้างมันดูเงียบไปหมด เหมือนอย่างกับนักโทษทั้งแดนได้หายตัวไปยังไงยังงั้น และความเงียบแบบนี้แหละครับ ที่จะมีเรื่องกัน มันคือ สัญญาณบอกเหตุว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นและทำให้พวกไทยมุง อิสลามมุงทั้งหลาย จะต้องเริ่มมองหากันว่าเรื่องมันจะเกิดขึ้นตรงไหน และครั้งนี้ก็เช่นกันครับ มายืนดูกันเต็มไปหมด มากันมากจนผิดสังเกตุ และมันจึงทำให้สิ่งที่จะตามมาต่อจากนี้ก็คือเจ้าหน้าที่ 2 นายเดินถือไม้กระบอง ตรงมายังบ้านใต้บันได เพื่อจะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น 

เพราะว่าถ้าเป็นเรื่องร้ายแรงจะได้ระงับเหตุได้ทัน นี่แหละครับคุณผู้อ่าน ผมจะบอกให้ฟังว่าการที่เราจะมีเรื่องกันในคุกนั้น ถ้าจะให้ได้เรื่องเลยคือใส่เลยไม่ต้องคุย ถ้ามัวมายืนคุยอยู่ไม่ได้ตีกันหรอกครับ เจ้าหน้าที่มาถึงก่อนและที่มาก่อนได้ก็เพราะพวกไทยมุงทั้งหลายนี่แหละครับ 

ในคุกส่วนมากมันก็เลยไม่ค่อยจะได้ตีกันสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็ตึง ๆ ใส่กันเหมือนจะตีแต่ไม่ได้ตี เหมือนว่าจะรอ รอให้พี่มาก่อน แล้วทุกอย่างก็คลียร์ก็จบกันไป ซึ่งในเหตุการณ์ของผมในครั้งนี้มันก็ดูจะคล้ายกับที่ผมเล่า แต่มันแตกต่างกันตรงที่ว่าเรื่องไม่จบ เรื่องมันต้องได้เกิดแน่นอนแค่ไม่ใช่วันนี้เท่านั้นเอง…

“เฮ้ยพี่มา ” เสียงคนตะโกนขึ้นมา ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นใครที่บอก แต่เมื่อพวกเราเห็นดังนั้น บรรยากาศที่กำลังตึงเครียดและพร้อมจะระเบิดอยู่ทุกเวลา ก็ต้องพับเก็บไว้ก่อนเพราะว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ 2 นายได้มาถึงบ้านใต้บันไดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “มายืนทำอะไรกันเยอะแยะตรงนี้เนี่ย ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องกันใช่หรือเปล่า หรือว่ามันยังไงว่ะไอ้เบนซ์ มึงบอกพี่มา” เจ้าหน้าที่หนุ่มคนหนึ่งซึ่งผมเองก็ไม่ได้รู้จักชื่อได้ถามกับไอ้เบนซ์ขึ้นมา 

“เปล่าพี่ไม่ได้มีเรื่องอะไรกันหรอกครับ แหม” ใครกล้าจะมีเรื่องกันละครับพอดีว่าจะเตะบอลแข่งกันสักหน่อยครับ แต่เดิมพันมันสูงก็เลยจะมาคุยเรื่องกติกาและตัวผู้เล่นกันแป๊บนึงครับพี่ “ ดูเหมือนว่าคำแก้ตัวที่ไอ้เบนซ์พูดมามันจะได้ผลกับเจ้าหน้าที่ 2 คน

แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเราต้องมาแข่งบอลระหว่างบ้านกันจริง ๆ เพราะว่าพี่เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนนั้นอยากจะดู และจะเป็นกรรการตัดสินให้อีกด้วย มันก็เลยทำให้พวกฝั่งมันจะต้องเล่นตามน้ำไปโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวใด ๆ ไอ้เบนซ์ได้ทีมันก็เลยประกาศโผงไปให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ได้ยินว่านัดนี้น้ำ 10 ลัง บุหรี่ 2 แถวเป็นเดิมพันและก็ได้ตัดบทในทันที

“อีก 10นาที เจอกันในสนามนะไอ้บี”ไอ้เบนซ์ได้บอกกับไอ้บี ผมจะบอกไว้ก่อนเลยว่าไอ้บีมันไม่ใช่พ่อบ้านที่ผมจะมีเรื่องด้วย แต่ว่ารอบก่อนที่ผมติดนั้นไอ้บีมันก็คือพ่อบ้านของบ้านกลุ่มนี้ แล้วผมกับมันก็รู้จักกันดีประมาณนึงครับ แต่ไม่รู้ทำไมพอมารอบนี้มันถึงได้ให้ไอ้คนที่ผมจะมีเรื่องด้วยเป็นพ่อบ้านแทนมัน ส่วนตัวมันก็เป็นหัวเรือใหญ่ของบ้านฝั่งมันแทน เพราะว่าฝีไม้ลายมือของไอ้บีมันก็เก่งพอตัวและใจมันก็ถึงใช้ได้เลยครับ เพราะคำว่า “หัวเรือ” มันก็มีความหมายตรงตัวของมันเลยว่า คือ แนวหน้าพร้อมปะทะพร้อมชน!!

ยิ่งถ้า “หัวเรือ” ใจถึงพึ่งได้แล้วล่ะก็ พวกลิ่วล้อมันก็จะสู้และไม่ถอย ไม่ต่างจากหัวเรือแต่อย่างใด แต่ถ้าหัวเรือไม่แข็งจริง ใจไม่ถึงพึ่งไม่ได้แล้วล่ะก็ อะไรมันจะไปเหลือละครับ ลิ่วล้อที่ตามไปใจไม่สู้โดนเขาตีแตกกระเจิง เละเทะบ้านแตกสาแหรกขาดเป็นแน่ ดังนั้นผมก็เลยไม่ได้รู้จักกับพ่อบ้านใหม่ที่ผมจะมีเรื่องด้วยคนนี้เลย แล้วตัวมันเองก็คงไม่ได้รู้จักอะไรผมเลยเหมือนกัน ผมจะบอกชื่อมันแล้วกัน มันชื่อไอ้อาร์ตฉายา “ไอ้อาร์ตหน้าลาย” (แต่ลายแค่ครึ่งหน้านะครับ)

และต้องบอกไว้เลยว่า แข่งบอลในนัดนี้นั้นมันไม่ได้หมูอย่างที่คุณคิดเลยนะครับ เพราะว่าห้องของไอ้อาร์ตนั้นเวลามีการแข่งบอลห้องประจำปี ห้องของพวกมันก็จะติด 1 ใน 3 ตลอด ส่วนห้อง 2/5 ของผมเมื่อปี 56 ที่ผมติดอยู่ก็ได้เป็นแชมป์ ส่วนนอกนั้นผมไม่ได้ถาม “ไอ้ใหญ่มึงเล่นด้วยนะยังไหวอยู่หรือเปล่า ” ไอ้เบนซ์ได้หันมาถามกับผม เอาตามตรงเลยนะตั้งแต่ผมออกจากคุกรอบที่แล้ว ผมก็ไม่ได้มาเล่นบอลอีกเลย ขนาดเอาตีนเตะบอลสักครั้งยังไม่เคย พละกำลังผมอาจมีไม่มาก เพราะผมเองก็ไม่ได้ออกกำลังกายเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องทักษะทางฟุตบอลแล้วล่ะก็ ผมก็เก่งพอตัวในระดับหนึ่งก็แล้วกันครับ 

“มันก็พอได้อยู่แหละไอ้เบนซ์ แต่แรงกำลังกูนี่ล่ะสิจะยืนไหวครบชั่วโมงหรือเปล่า กลัวจะกลายเป็นหมาหอบแดดเอาล่ะสิ และทีมบ้านไอ้บี มันเก่งหรือเปล่าว่ะ ” ผมย้อนถามกลับไอ้เบนซ์ไป “เก่ง และได้เปรียบเราก็แล้วกัน ” นี่คือคำตอบสั้นๆจากไอ้เบนซ์ 

ผมก็พอจะรู้แล้วว่านัดนี้หนักเอาเรื่องแน่นอน และเมื่อมองดูตัวผู้เล่นของทีมเราแล้วก็ยิ่งทำให้ปวดหัวเป็น 2 เท่า เพราะว่าตัวหลักที่เคยเล่นด้วยกันตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ 4 คนรวมถึงผมด้วย ส่วนอีก 3 คนนั้นผมไม่เคยเห็นฝีไม้ลายมือเลย ว่าจะเล่นบอลเป็นขนาดไหน ผมมองกลับไปที่ทีมของมัน ในตอนที่ผมเคยแข่งด้วยมันก็อยู่กันครบทีม จะมีเพิ่มมาก็แต่ไอ้อาร์ตนี่แหละที่ไม่เคยเห็นมันเล่นบอลมาก่อน

แต่เมื่อเหตุการณ์มันมาถึงขั้นนี้แล้วใครจะไปยอมถอยได้ละครับ เพราะว่าศักดิ์ศรีนั้นมันค้ำคอกันอยู่จะเสียไม่ได้อยู่แล้วสำหรับเรื่องในคุก มันก็ต้องสู้ตายถวายชีวิตกันล่ะทีนี้ ซึ่งนัดนี้ไอ้แว่นก็ขอลงมาเล่นด้วยอีกคน แล้วมันก็ได้เป็นตัวจริงอีกด้วย

ซึ่งบอลในคุกนั้นจะเล่นด้วยกันแค่ 7คนรวมผู้รักษาประตูด้วย และก็อย่างที่เรารู้ ๆกันอยู่ ว่าบอล7คนนั้นเหนื่อยขนาดไหน แล้วตัวผมโดยปกติก็จะเล่นเป็นศูนย์หน้าประจำทีม แต่เพราะว่าด้วยศูนย์หน้าในบอล 7คนนั้นมันต้องคอยวิ่งส่าย หาพื้นที่ว่างเพื่อจบสกอร์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมมาพิจารณาตัวเองแล้วในตอนนี้ จึงรู้ว่ากำลังของผมนั้นไม่มากพอ ที่จะทำถึงขนาดนั้น ก็เลยให้ไอ้เบนซ์ไปอยู่หน้าแทนผม สลับตำแหน่งกัน 

ถึงแม้ไอ้เบนซ์จะเป็นคนรูปร่างอ้วน แต่ต้องขอบอกเลยว่า ถึงมันจะอ้วนแต่มันก็พิ้วจริงๆนะครับ และที่สำคัญเลยก็ คือ ไอ้เบนซ์มันเล่นบอลทุกเย็นกับพวกเจ้าหน้าที่เป็นประจำอยู่แล้ว จึงทำให้กำลังวังชาของมันนั้นอยู่ตัว วิ่งได้ไม่มีหมด ส่วนทักษะการเล่นฟุตบอลของมัน ก็เล่นเก่งไม่ต่างอะไรกับผมอีกด้วย 

ผมก็เลยต้องมายืนตำแหน่งของไอ้เบนซ์แทน ซึ่งก็เป็นกองกลางตัวจ่ายบอล คอยคุมเกมคุมจังหวะ เพราะผมคิดแล้วว่ามันคงจะไม่เหนื่อยเท่ากองหน้า และผมคงเอาอยู่ ในการที่เราได้คุมจังหวะของเกมนั้น เวลาเราเหนื่อยเราก็สามารถเปลี่ยนเกมให้ช้าลงได้ เพื่อพักเหนื่อยไปในตัวอีกด้วย ส่วนตัวไอ้แว่นก็ยืนหลังตามระเบียบ คอยเคลียร์บอลสาดขึ้นหน้าอย่างเดียวพอ

พอวางแผนกันเสร็จเรียบร้อย การแข่งขันก็ได้เริ่มขึ้น กองเชียร์ยืนเต็มสองฝั่งสนามบอล กิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำกันอยู่ภายในแดนขณะนั้น ส่วนมากจะหยุดลงเพื่อมาดูการแข่งนัดนี้จำนวนมาก และเมื่อมีการแข่งขันเกิดขึ้นการพนันจึงเกิดขึ้นตามไปด้วย 

การเดิมพัน พนันขันต่อ จับนอกกินใน ก็ได้เกิดขึ้น และก็ไม่พลาดที่บังดุลย์ เข้ามาเป็นฝ่ายถือหางอยู่ข้างทีมของผม พร้อมเปิดรับแทงข้างผมในราคาเสมอ เสมอ ซึ่งก็มีคนมาแทงกับบังดุลย์เป็นจำนวนมาก ทำให้นัดนี้การเดิมพันมันสูงจริงๆครับ มีคนหวังไว้กับพวกเราเยอะ และเราก็ไม่อยากทำให้คนพวกนั้นต้องมาผิดหวัง มันจึงทำให้ผมตั้งใจเล่นบอลแมทนี้เป็นพิเศษ จะพลาดก็ให้มันพลาดน้อยที่สุดและต้องสะกดคำว่าชนะอย่างเดียวเท่านั้น…

11.00 น.เวลาเริ่มเกมส์ ไม่ต้องบอกก็รู้กันว่าเวลาในตอนนี้แสงแดดเม่งแรงสุด ๆ ร้อนชิบหาย การแข่งขันดำเนินไปอย่างคู่คี่สูสีเป็นอย่างมาก ผลัดกันรุกผลัดกันรับ แล้วมันก็จริงทีมเราเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ผมต้องถอยมาเล่นเกมรับเป็นส่วนใหญ่ คอยตัดบอลคอยเก็บบอล ปากก็ร้องสั่งให้คนในทีมเล่นกันยังไง พอทีมเรามาได้จังหวะบุกซึ่งมันก็มีให้เห็นเพียงน้อยนิดใน 15 นาทีแรกของเกม

ผมกับไอ้เบนซ์ก็ยังจ่ายกันขาด ๆ ผมจ่ายให้ไอ้เบนซ์จังหวะก็ไม่ได้ ยิงก็ไม่เข้า ซึ่งนัดนี้นั้นถ้าเราอยากจะชนะเราต้องใช้จังหวะให้ไม่เปลือง ถ้ามีจังหวะมันต้องเป็นสกอร์ให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเราจะหาทางชนะนั้นยากเหลือเกิน และด้วยแสงแดดที่แรงขนาดนี้ กำลังกายของผมมันก็เริ่มหมดลงไปเป็น2เท่าอีกด้วย

เสียงหอบหายใจดังออกมาจนได้ยินชัดเจนพร้อมทั้งเหงื่อที่ท่วมไปทั้งตัว แล้วในนาทีที่ 25 เป็นทีมของผมเองที่เสียประตูแรกจนได้ ผมโดนตัดบอลจากกลางสนาม และด้วยกำลังที่แทบจะไม่มีเหลือผมจึงล้มลง ไม่ได้วิ่งไล่ตามไปมันจึงทำให้เกมรับเสียสมดุลแล้วก็โดนลงโทษจนได้โดยไอ้บี ซึ่งฉายาของมันที่เรียกกันในวงการฟุตบอลว่า ไอ้บีตีนควายมันยิงไม่เคยแปล ยิงเต็มหลังเท้าตลอด ตรงประตูโกลแทบขาดจนผมคิดว่าผู้รักษาประตูทีมของผม มันพยายามพุ่งเซฟบอล หรือพยายามพุ่งหลบบอลกันแน่

แต่เราก็ไม่มีเวลามามัวเสียใจมากนัก ต้องรีบเอาคืน และก่อนหมดเวลาไม่ถึง 1 นาทีในครึ่งแรก ผมกับไอ้เบนซ์ได้ทำชิ่ง 1-2-1กัน ซึ่งคนที่ยิงปิดสกอร์ก็คือผมเอง ยิงเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปไม่มีเหลือ และนั่นมันคือแรงเฮือกสุดท้ายของผมจริง ๆ ซึ่งลูกนี้ขอบอกเลยว่ามันสวยและ perfect จริงครับ ผมหลับตานึกถึงมันทีไรยังจำได้ติดตาอยู่เลย กับจังหวะที่ทุกอย่างมันได้ลงตัวไปหมด 

ผมจ่ายไปให้ไอ้เบนซ์ ไอ้เบนซ์จ่ายคืนมาให้ผม ผมไขว่กลับให้ไอ้เบนซ์อีกที แล้ววิ่งฉีกไปหาพื้นที่ว่างซึ่งไอ้เบนซ์มันก็แทงบอลโดยไม่ต้องจับทะลุมาถึงผม โดยที่เหตุการณ์ทั้งหมดกองหลังของทีมมันทำอะไรไม่ได้เลย ผมหลุดเดี่ยวแบบนี้จะไปเหลืออะไรล่ะครับ ผมจัดส่งด้วยขวาเต็มข้อตรงมุดสามเหลี่ยม แบบที่ผู้รักษาประตูไม่ต้องขยับไปไหนทหมดปัญญาที่ผู้รักษาประตูจะแซฟได้

เสียงฮือฮาตอนที่ผมทำชิ่งกับไอ้เบนซ์ กับเสียงเฮที่ดังลั่นสนามตอนที่ผมยิงประตูเข้า มันช่างดังสะใจผมจริง ๆ ผมดีใจทำท่ากระโดดชกลม พร้อมกับตะโกนว่า“ยิงให้เด็กมันดู” ผมกับไอ้เบนซ์ได้เดินมาแท็กมือกัน ก่อนที่จบครึ่งแรกกันด้วยสกอร์ 1 ประตูต่อ1 

พวกเรามีเวลาพักกัน 20 นาที บรรดากองเชียร์ในทีมต่างหิ้วกระติกที่ใส่น้ำเย็นเจี๊ยบ มาเสิร์ฟที่ข้างสนาม ผมซัดไปหลายแก้วเลยทีเดียว “เหนื่อยชิบหายแทบขาดใจเลยว่ะ” ผมพูดออกมาลอย ๆ เหมือนกับคุยอยู่กับตัวเอง

“พี่ใหญ่ครับผ้าเย็นครับ ” เด็กในบ้านไอ้เบนซ์ยื่นผ้าขนหนูที่แช่เย็นมาให้กับผม เพื่อผมจะได้ลูบหน้าลูบตา และมันก็ช่วยคลายร้อนได้มากจริง ๆ “ครึ่งหลังไหวป่ะวะใหญ่”ไอ้เบนซ์ถามผมด้วยความเป็นห่วง “มันก็ต้องไหวดิวะ”ผมบอกกลับไป 

งั้นครึ่งหลังมึงไปยืนหน้านะ เดี๋ยวกูคุมกลางกับหลังเอง มึงจบสกอร์ดีกว่ากูเยอะ เพราะตอนนี้กำลังของทีมเราใกล้หมดกันแล้ว มันต้องเป็นมึงแล้วละประเภทโป้งเดี๋ยวจอดเท่านั้น ” สิ่งที่ไอ้เบนซ์พูดกับผมมามันก็ถูก ผมจึงไม่อาจปฏิเสธสิ่งที่มันบอกได้ จึงพยักหน้าให้กับมัน

แต่แล้วใครจะเชื่อล่ะครับคุณผู้อ่าน ว่าเหตุการณ์ของครึ่งแรกกับครึ่งหลัง มันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่อไอ้อาร์ตได้ลงมาเล่นแทนผู้เล่นคนหนึ่งในทีมของมัน จากเกมฟุตบอลธรรมดา เปลี่ยนเป็นหนังสงครามยังไงยังงั้น การเข้าบอลที่ถึงลูกถึงคน แตะทั้งบอลทั้งคนของไอ้อาร์ต มันดูจะเล่นหนักจริง ๆ และไอ้ความอดทนที่ผมมีให้กับมัน ใกล้จะหมดแล้ว คนอย่างไอ้อาร์ตมันต้องเจอคนอย่างผม ผมจึงคิดจะทำอะไรบางอย่าง คิดอยู่ในใจ” ติดตามอ่านครึ่งหลังในตอนหน้านะครับ (โปรดติดตามตอนต่อไป ) “หมีขาว ขั้วโลกเหนือ” # คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 64

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ QuotesAboutSmile และ Keywordsfun

What's your reaction?

Excited
0
Happy
0
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0

You may also like

Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 82

เมื่อการสอบสวนของนายอำพลนั้นไม่เป็นผลอย่างที่เขาคิดเอาไว้ เพราะว่าผมเองนั้นไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านหรือหวาดกลัวอะไรเลยกับการข่มขู่และเสียงดังของเขา ที่มักจะได้ผลทุกครั้งไป และในความคิดของนายอำพลตอนนี้นั้น
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 81

อยากจะข่มตาหลับ อย่างที่ไอ้ต้นเพื่อนผมบอก แต่มันก็ทำใจหลับไม่ลง เพราะว่าใจของผมตอนนี้ มันร้อนดั่งไฟเผาซะเหลือเกิน หัวสมองคิดไปต่างๆนานา ซึ่งมันก็อดเป็นห่วงเพื่อนฝั่งนู้นไม่ได้เลยว่าเรื่องราวมันจะลุกลามไปถึงไหนแล้ว
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 80

ผมไม่ได้เจอเพื่อนเก่าอย่างไอ้เบนซ์มานาน ก็เลยหาที่นั่งคุยกัน ตรงใต้ต้นไม้ข้างฝ่ายฝึกวิชาชีพ มีไอ้เบนซ์ ไอ้หมี ไอ้ฮาทร์ และผมกับไอ้แว่นที่อยู่กับผมไม่ห่าง " ไอ้หมี มึงเป็นไงบ้างว่ะกูรู้มาว่าตอนโรคระบาดมึงเป็นไข้ไม่สบายด้วย " ผมถามมันด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้ตอนนี้มันจะหายแล้วก็ตาม

Comments are closed.

More in:Story

Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 79

เที่ยงคืนสิบห้านาทีพอประมาณ บรรยากาศบนเรือนนอน เริ่มกลับสู่ภาวะปรกติเหมือนเดิม อย่างที่เคยเป็นมาอีกครั้ง ความสุขมักจะอยู่กับเราแค่เพียงชั่วคราว แต่มันจะอยู่ในความทรงจำตราบนานเท่านาน เพียงเท่านี้ก็สุขใจกันแล้วครับ
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 78

ขนมหวานถูกจัดใส่จาน วางเรียงอยู่ตรงหน้าช่างดูน่ากินเหลือเกิน ผมเองไม่รอช้ารีบตักกินทันที และที่สำคัญคือมื้อนี้คือมื้อแรก ที่ผมคิดว่าได้กินขนมทุกอย่างในเรือนจำที่มีขาย เพราะส่วนใหญ่แล้ว มักจะเบิกมาแล้วก็ไม่ค่อยได้อย่างที่ต้องการ หมดบ้าง ค้างบ้าง แทนเป็นอย่างอื่นไปบ้าง
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 77

"พี่ใหญ่ครับ.. พี่ใหญ่..ตื่น..ตื่น..ได้แล้วครับ พี่ใหญ่ครับ..พี่ต้นขึ้นห้องแล้วครับ" ไอ้แว่นทั้งเขย่าตัวผม แล้วก็เรียกชื่อผมอยู่พักนึงเลยก็ว่าได้ กว่าที่ผมจะรู้สึกตัว ลืมตาตื่นขึ้นมานั่งงัวเงีย เมาขี้ตาพักนึงเห็นจะได้ "แว่นต่อบุหรี่ให้พี่ดูดหน่อยดิ " ผมร้องหาบุหรี่สูบกับไอ้แว่น