Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่40

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่40

บทที่40 การรับน้องใหม่บนห้องนอน ep3

“จงมองปัญหาให้เหมือนกับ ‘เม็ดทราย’ ถึงมันจะมีเยอะมากมาย  แต่มันก็เล็กแค่นิดเดียว”

** ในหนึ่งชีวิตของคนเรา เราจะได้เจอกับคนที่มีเคมีเหมือนๆกัน ตรงกันกับเราสักกี่คนกัน ในขณะที่คนบางคนได้ตามหามาทั้งชีวิตแต่ก็ไม่เคยเจอ ขนาดคนที่เป็นพี่น้องกันแท้ๆ คลานตามกันมายังเข้ากันไม่ได้ ก็มีให้เห็นออกบ่อย ผมก็เลยอยากจะบอกให้คุณผู้อ่านเอาไว้ว่า ถ้าคุณเจอมิตรแท้จริงๆสักคน คุณควรที่จะรักษามิตรภาพของเขาเอาไว้ให้ดีที่สุด คุณต้องคิดเอาไว้เสมอว่าในชีวิตที่เหลือของคุณ คุณอาจจะไม่ได้เจอ คนแบบนี้แล้วอีกเลยก็ได้ ที่พูดเพื่อให้เก็บไว้ไปคิดกันนะครับ **

ความสะดวกสบาย เมื่อเทียบกันทั้งสองแดนแล้วนั้น มันต่างกันลิบลับ คุณผู้อ่านที่ติดตามผมจนถึงตอนนี้ ลองใช้ตรรกะของตัวคุณเองพิจารณาก็ได้ว่าแดนไหนน่าอยู่กว่ากัน เฉพาะห้อง2/5ที่ผมอยู่ และ อธิบายให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจ ถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ในห้องนั้นมี และก็ไม่ใช่จะมีแค่ห้องนี้ที่สบายห้องเดียวนะครับ ทั้งแดนนี้เหมือนกันหมดและยิ่งไปกว่านั้น แต่ละห้องเหมือนว่าจะแข่งกันเองอีกด้วย และถ้าห้องไหนเริ่มเปลี่ยน หรือ ขอซื้อสิ่งของเพิ่มเข้าห้องตัวเองได้ ก็จะมีห้องอื่นๆ ทำตาม ทีวีห้องไหนใหญ่กว่ากัน เครื่องเสียงห้องใครดีกว่า ดังกว่ากัน ลุกลามไปถึงเรื่องพัดลม ห้องใครเยอะกว่ากันอีกด้วย 

เรื่องพัดลมผมก็ว่าดีนะครับ เพราะว่าในห้องประชากรคนมันเยอะ อากาศมันถ่ายเทไม่สะดวก ก็ได้พัดลมนี่แหละครับ ที่ช่วยระบายอากาศเป็นอย่างดี ห้องนี้ไม่มีคำว่าร้อนเลยครับ ขนาดเข้าช่วงหน้าร้อนก็ตาม เพราะพัดลมในห้องนี้ มีเต็มอัดตราศึก เท่าที่มันจะติดได้แล้วครับ

พัดลมเพดาน 3 ตัว พัดลมโรงงาน ที่เป็นใบเหล็กสีดำๆถ้าใครเคยทำงานโรงงานมาก่อน ก็คงจะพอเข้าใจนะครับว่าหน้าตามันเป็นเช่นไร  อีกทั้งความแรงของตัวพัดลมเองด้วยมันจะขนาดไหน  มีถึง 4 ตัวด้วยกัน โดยที่ห้องอื่นมได้แค่ 3 ตัว ส่วนเหตุผลที่ห้องนี้มีพัดลม 4 ตัวก็เพราะว่า หัวหน้าห้องเขาเป็นคนขี้ร้อนครับ จึงทำให้พัดลมตัวที่ 4นั้น ติดตั้งตรงมุมที่หัวหน้าห้องได้นอนนั้นเอง 

ส่วนบนเหล่าเต็งนั้น มีพัดลมดูดอากาศแค่ตัวเดียว มันติดตั้งอยู่ตรงหลังลูกกรงท้ายห้องครับ ส่วนแรงลมของมันก็สามารถสาดไปทั่วเหล่าเต็งได้หมด เพราะว่าตั้งแต่ผมเคยอยู่มาจนถึงตอนนี้ ผมไม่เคยร้อนเลยครับ นอกเสียจากไฟดับ แต่ถ้าเรารู้สึกร้อน เราก็อาบน้ำคลายร้อนได้ตลอดเวลา เพราะแดนนี้พี่ๆเจ้าหน้าที่ เขาเปิดปั๊มน้ำให้อยู่ตลอดครับ และสิ่งที่พีคที่สุดก็คือ เราสามารถเอาของกินขึ้นมากินบนห้องนอนได้ครับ ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนแดนนู้น เซพมาม่าห่อเดียวทำอย่างกับลักรอบเอาระเบิดขึ้นเครื่องบิน ส่วนแดนนี้ขึ้นได้หมดไม่ว่าจะเป็น กระติกน้ำใส่น้ำแข็งกับข้าว รวมถึง ขนม นมเนย อะไรที่กินได้เอาขึ้นได้หมดครับ

ตอนนี้เวลาประมาณ 4โมงเย็น ทีวีก็ได้เปิดขึ้น ส่วนมากที่แดนนี้หลักๆเลย ก็จะเปิดเป็น flash drive ที่พี่ๆเจ้าหน้าที่เข้าเวรเป็นคนนำเข้ามา เราจะรู้ได้เลยครับว่าวันนี้เราจะได้ดูอะไรกัน ถ้าเรารู้ว่าพี่คนไหนเข้าเวร เพราะนายแต่ละคนเขาจะเปิดไม่เหมือนกันครับ จึงทำให้การขึ้นเรือนนอนสำหรับแดนนี้ คือการพักผ่อนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ต้องมานั่งคุดคู้ จับเจ่ากับอะไรเดิม ๆ ที่มันน่าเบื่อเหมือนตอนที่อยู่แดนนู้น เพราะดูจากสีหน้าไอ้แว่นมันได้เลยครับ ว่าตอนนี้ มันนั่งดูทีวีอย่างใจจดใจจ่อ มันเป็นคลิปจากยูทูป พี่เข้าโหลดมาเปิดให้ดู เป็นคลิบฮ่าๆ ตลกๆ มีทั้งขอบสนามก็มี ถ้าใครเคยฟังคงรู้นะครับว่ามันฮาแค่ไหน ส่วนผมเองก็นอนดูอยู่เหมือนกัน 

แต่ไม่ถึงกับตั้งหน้าตั้งตาดูเหมือนอย่างไอ้แว่นมัน ผมดูได้สักพักก็หลับไป โดยปรกติแล้ว พวกผมขึ้นห้องมา จัดแจงทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว ส่วนมากจะนอนหลับพักผ่อนกันครับ เพราะว่าเราทำงานกันทั้งวันมาแล้ว ขึ้นห้องมาก็ควรที่จะพักผ่อนกันถึงจะถูก

แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่หลับกันยาวหรอกครับ ประมานชั่วโมง ไม่ก็ชั่วโมงกว่า ไม่งั้นก็ถึงแค่หัวหน้าห้องได้เวลาเข้าห้องแล้วนั่นเอง ผมสะดุ้งตัวตื่นขึ้นก็เพราะได้ยินเสียงประตูลูกกรงห้องขังเปิดออก ก็หมายความว่าหัวหน้าห้องได้ขึ้นห้องมาแล้ว “ไอ้แว่นลงไปเอาน้ำเย็นที่กระติกมาให้พี่กินแก้วนึงดิ แล้วก็เอาขนมขึ้นมากินด้วย” ผมได้หันไปบอกกับไอ้แว่นก่อนที่จะจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ 1 มวน ส่วนไอ้แว่นก็รีบกุลีกุจอนทำตามที่ผมบอกโดยไว มันปีนลงบันไดแล้วตักน้ำส่งมาให้ผมกินก่อนเป็นอันดับแรก 

“ไอ้ใหญ่..มึงกับน้องมึงได้ที่นอนแล้วนะนอนได้นะที่ตรงนั้นนอน 3 คนไม่เบียดใช่เปล่าวะ ” ไอ้ต้นหัวหน้าห้องได้พูดถามกับผมถึงเรื่องที่นอนของผมกับไอ้แว่น 2 คนว่านอนกันได้สบายไหม “กูว่าไม่เบียดหรอก นอนได้ขอบใจมากเพื่อน ” ไอ้แว่นที่ยืนอยู่ข้างล่างได้ยินดังนั้น มันก็ยืนทำหน้างงสักพัก และมันคงจะไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ไอ้ต้นได้คุยกับผม มันคงสงสัยว่าตัวมันจะนอนตรงไหนกันแน่ ท้ายบล็อคสลัมบอมเบย์ หรือบนเหล่าเต๊งหัวห้องกันแน่ มันก็เลยยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น 

“อ้าวมึงยืนทำเหี้ย!!อะไรเนี่ย จะขึ้นไปนอนข้างบนมึงร้องเพลงมา 1 เพลงแล้วเต้นให้กูดูด้วยนะ ถ้ามึงทำไม่ได้ก็ไปนอนที่เดิมกูไม่ได้ว่าอะไร มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของห้องนี้เว้ย “ ไอ้ต้นได้หันมาพูดเสียงดังฟังชัดกับไอ้แว่น ถึงคำสั่งที่มันได้สั่งออกไป ส่วนตัวของไอ้แว่นเหมือนจะยืนนึกอะไรสักพักนึง แล้วมันก็ร้องเพลงพร้อมกับเต้นออกมา ส่วนสเต็ป การเต้นของมันนั้น ผมบอกได้คำเดียวเลยว่า เวลาไปมาไหนที่งานคอนเสิร์ตอย่าไปคนเดียวเด็ดขาดไม่งั้นส้นตีนจะถามหาได้ มันทั้งร้อง ทั้งเต้น ได้กวนส้นตีนและฮามากๆ มีทั้งท่าสาวน้อยประแป้ง ท่าดึงดาวที่กำลังฮิตกันอยู่ในตอนนั้น  มันก็ได้เต้นออกมาจึงทำให้คนทั้งห้อง หัวเราะชอบใจกันใหญ่ ถึงการกระทำที่บ้าบอของมัน รวมถึงตัวผมก็หัวเราะชอบใจไปด้วยกับสิ่งที่มันทำ 

ผมยังแปลกใจเลยครับนี่มันกล้าทำได้ถึงขนาดนี้เลยหรอ แต่ก็ดีแล้วครับ เด็กไม่มีฟอร์ม มาดไม่เยอะผมชอบ แล้วผมก็ดูแล้วคนอื่นๆ ในบ้านคงจะรู้สึกดีกับมันไม่มากก็น้อย บางคนคงจะชอบมันไม่น้อยเลยทีเดียว ผมคิดว่าไม่มีใครคิดที่จะไม่ชอบมันเลยหรอกครับ ดูๆไปแล้ว มันคงเข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดีในแดนนี้ ผมได้เห็นแบบนี้ก็สบายใจครับ เพราะต่อไปวันข้างหน้ามันจะได้ไม่มีปัญหาทะเลาะกันเกิดขึ้นโดยเฉพาะในบ้าน เพราะปัญหาเรื่องเด็กในบ้านไม่ถูกกันมันมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ผมก็ไม่ชอบ ไอ้บอยดำมันก็ไม่ชอบด้วยเหมือนกัน  

มันเหมือนกับว่าแดกข้าวหม้อเดียวกันแล้วยังกัดกันอีก ทำแบบนี้บ้านอื่นเห็นเข้ามันจะเอาไปพูดไม่ดีมันจะเสียครับ เสียระบบบ้าน และอาจจะถึงขั้นทำให้บ้านอื่นไม่มีความเกรงใจต่อบ้านของเรา ก็เพราะเมื่อในบ้านของเราเอง ยังปกครองไม่ได้แล้วเราจะไปปกครองบ้านอื่นได้อย่างไร จึงทำให้ในบ้านของเราตั้งกฎไว้ว่า ห้ามมีเรื่องชกต่อยกันเองเกิดขึ้น ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม แล้วถ้าใครเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้น พวกผมไม่ให้อภัยเด็ดขาด เพราะได้พูดได้บอกกันไว้แล้วว่า ต่อให้ทะเลาะกันมีปากเสียงกันขนาดไหน แต่ผมขออย่างเดียว คือ อย่าทำร้ายร่างกายกันเด็ดขาด ไอ้เรื่องทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียงกัน มันห้ามกันไม่ได้หรอกครับ เพราะเราอยู่ด้วยกันเป็นหมู่มากความเห็นหรือความต้องการมันก็ย่อมมากและไม่เหมือนกันเป็นธรรมดา 

ขนาดตัวผมเองกับไอ้บอยดำก็ยังเคยมีปากเสียง หรือ ทะเลาะกันเลย แต่ก็ไม่เคยบาดหมางใจกัน จนถึงขั้นชกต่อยกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ตัวผมนั้นจะเลือกที่จะเป็นฝ่ายที่เดินหนีไปซะเองมากกว่า เพราะผมเข้าใจอารมณ์ตัวเองเป็นอย่างดีว่าเราเป็นคนยังไง และทำเพื่อที่จะเคารพกฎของตัวเองให้ได้อีกด้วย ที่สำคัญ ผมต้องการให้เราสองคนทั้งคู่ อารมณ์เย็นลงกันให้ได้ก่อน แล้วก็ค่อยกลับมาคุยกัน มาปรับความเข้าใจกัน มันก็แค่นั้นเอง  โกรธกันคบกันไม่นานหรอกครับ เพื่อนๆกันทั้งนั้น มีปัญหาอะไรเราน่าคุยกันก่อนดีกว่าโตๆกันแล้ว 

ผมคิดว่าแค่พูดกันก็น่าจะฟังกันรู้เรื่อง หรือถ้าคุยกันแล้วยังไม่รู้เรื่องกันทั้งคู่อีก ผมคิดว่าเราก็ควรจะพิจารณาด้วนกันทั้งคู่ ว่าเราจะอยู่ด้วยกันอีกได้ไหมดีกว่าที่จะมาใช้กำลังตัดสินกัน เพราะผมเชื่อว่าอยู่ในคุกนี้ มันไม่มีใครกลัวใครกันหรอกครับ ถ้าถึงขนาดที่คุยกันแล้วยังไม่รู้เรื่อง ก็ขอให้จากกันด้วยดี ดีกว่าเพราะว่าไม่ว่ายังไงแล้ว เราก็ต้องได้เจอกันอยู่ดีมันหนีไปไหนไม่พ้นอยู่แล้วในนี้ เพราะถ้ามีเรื่องกันไปยังไง วันนี้พรุ่งนี้เราก็เจอกันอยู่ดี มันจะไม่จบไม่สิ้นครับยิ่งถ้าเป็นตัวผมแล้วด้วย ถ้าถึงขั้นผมได้ลงไม้ลงมือกับใครไปแล้วนั้น ไอ้คนนั้นมันต้องเหี้ยจริงๆ แล้วผมเองเป็นคนที่นิสัยจบยากซะด้วย เดี๋ยวได้เจอหน้ามันอีกก็เล่นมันอีก มันเป็นอะไรที่ไม่จบไม่สิ้นครับ

ยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องนึงนะครับ มันเกิดขึ้นตอนที่ผมติดคุกเมื่อรอบที่แล้ว  ได้มีเพื่อนคนนึงที่ผมสนิทและรู้จักกับมันดี ผมกับมันเรียนมาด้วยกันตั้งแต่อนุบาล 1 ถึง ม.3 เราโตมาด้วยกันเที่ยวด้วยกันก็ว่าได้ เมื่อรอบที่แล้วมันเข้ามาติดคุกเหมือนกับผม แต่โดนจับเข้ามาหลังจากผมไม่กี่เดือน ขนาดเป็นเพื่อนที่คบกันมาเป็นสิบปีอย่างมัน มันก็ยังไปล่อซื้อให้น้องชายของผมถูกจับมาด้วยอีกคน เพื่อมันจะได้รอดพ้นจากการที่ต้องเข้ามาอยู่ในคุก 

แต่แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างที่มันคิด เพราะตำรวจเขาหลอกมัน เขาไม่ได้จะปล่อยมันจริงอย่างที่มันบอก มันจึงต้องเข้ามาด้วยเหมือนเดิม วันแรกที่มันเข้ามา เมื่อผมได้ฟังคำสารภาพจากปากมันเรื่องน้องของผมแล้ว เมื่อผมรู้อย่างนั้น ผมก็ไม่สามารถให้อภัยกับคนอย่างมันได้เลย ผมเลยจัดให้มันไปชุดใหญ่ แต่ผมคนเดียวนะครับที่กระทืบมัน กระทืบมันจนกรามหัก ต้องออกไปหาหมอโรงบาลภายนอก แล้วจากนั้นที่มันออกจากโรงพยาบาล ตัวมันก็ไม่กลับมาแดนนี้อีกเลย มันได้ขอร้องให้เจ้าหน้าที่ย้ายแดนให้มัน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมถูกเจ้าหน้าที่เรียกให้ไปพบ ถึงเรื่องราวที่ผมได้กระทำกับมันไว้  

โดยที่ทางเจ้าหน้าที่นั่น ได้ขอให้ผมเลิกแล้วต่อกันไป แต่ผมไม่มีทางให้จบแบบนั้นแน่นอนได้ เพราะคนอย่างผมไม่มีวันจบง่ายๆ หรอกครับกับเรื่องแบบนี้ ยิ่งมันทำกับคนในครอบครัวของผมด้วยแล้ว มันเกินที่ผมจะให้อภัยจริงๆ มันตัดสินใจถูกครับที่คิดแบบนั้น เพราะตัวมันรู้นิสัยผมดี จึงขอให้เจ้าหน้าที่ยายแดนมันดีกว่า แล้วที่มันตัดสินใจทำไปแบบนั้น มันให้เหตุผลกับผู้คุมไปว่าคนอย่างผมไม่มีวันจบกับมันแน่ๆ ขืนมันยังอยู่แดนนี้ต่อไปมันตายแน่นอน 

มันคิดถูกครับเพราะสำหรับผมแล้ว ผมคิดอยู่ไว้ในหัวตลอดเวลามันแค้นมากครับกับสิ่งที่มันได้ทำ ในใจของผมคิดไว้เสมอว่า กูเจอมึงเมื่อไหร่ กูก็เล่นมึงอีกไม่มึงกับกูใครจะไปก่อนกันก็เท่านั้นเอง และจนถึงปัจจุบันนี้ ผมก็ยังไม่เคยเห็นหน้ามันอีกเลย ผมคิดว่ามันคงไปอยู่ต่างจังหวัดแล้วครับ ไม่ได้อยู่จังหวัดนี้อีกแล้ว…ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนั้นมันเป็นเรื่องจริง และ ส่วนเรื่องน้องชายของผม ผมจะไม่ขอเล่าดีกว่านะครับ

แต่ผมบอกได้เพียงว่า ณ ปัจจุบันนี้ น้องชายผมคนนี้พ้นโทษออกมาแล้ว และ ก็ได้กลับตัวเป็นคนดีได้แล้วด้วยครับ… แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ สวัสดีครับ (โปรดติดตามตอนต่อไป)  ” หมีขาว ขั้ว โลกเหนือ ” #คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่40

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ QuotesAboutSmile และ Keywordsfun

What's your reaction?

Excited
0
Happy
1
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0

You may also like

Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 84

ผมและไอ้แว่นได้ลงมาตั้งแถวรอเยี่ยมญาติอยู่หน้าองค์พระประจำแดน ซึ่งเป็นสถานที่รวมตัวสำหรับพวกที่มีชื่อเยี่ยมญาติในแต่ละรอบ ผมสังเกตเห็นไอ้แว่นมันดูลุกลี้ลุกลนเหมือนอยากจะถามอะไรผม แต่มันก็ยังไม่กล้าเอ่ยปากถามสักที
"วันเข้าพรรษา" ประวัติที่มา ความสำคัญ
Story

“วันเข้าพรรษา” ประวัติที่มา ความสำคัญ

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับเทศกาล "วันเข้าพรรษา" ที่ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม 2565 ที่จะถึงนี้ หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจถึงที่มาและความสำคัญของวันสำคัญดังกล่าว
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 83

มันเป็นเช้าวันใหม่ที่บรรยากาศช่างเย็นสบายดีอีกหนึ่งวัน ผ่านการหยุดพักผ่อนที่ยาวเกือบจะอาทิตย์นึงเต็ม ๆ แต่การหยุดยาวครั้งนี้ของผมมันเหมือนแทบจะไม่ใช่การหยุดพักผ่อนอย่างคนปรกติทั่วไปนัก มันมีเรื่องราวมากมายเข้ามาไม่เว้นวัน ผมนั่งนึกย้อนดูว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

Comments are closed.

More in:Story

Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 82

เมื่อการสอบสวนของนายอำพลนั้นไม่เป็นผลอย่างที่เขาคิดเอาไว้ เพราะว่าผมเองนั้นไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านหรือหวาดกลัวอะไรเลยกับการข่มขู่และเสียงดังของเขา ที่มักจะได้ผลทุกครั้งไป และในความคิดของนายอำพลตอนนี้นั้น
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 81

อยากจะข่มตาหลับ อย่างที่ไอ้ต้นเพื่อนผมบอก แต่มันก็ทำใจหลับไม่ลง เพราะว่าใจของผมตอนนี้ มันร้อนดั่งไฟเผาซะเหลือเกิน หัวสมองคิดไปต่างๆนานา ซึ่งมันก็อดเป็นห่วงเพื่อนฝั่งนู้นไม่ได้เลยว่าเรื่องราวมันจะลุกลามไปถึงไหนแล้ว
Story

คุก (อิสระภาพ ความหวัง กำลังใจ) บทที่ 80

ผมไม่ได้เจอเพื่อนเก่าอย่างไอ้เบนซ์มานาน ก็เลยหาที่นั่งคุยกัน ตรงใต้ต้นไม้ข้างฝ่ายฝึกวิชาชีพ มีไอ้เบนซ์ ไอ้หมี ไอ้ฮาทร์ และผมกับไอ้แว่นที่อยู่กับผมไม่ห่าง " ไอ้หมี มึงเป็นไงบ้างว่ะกูรู้มาว่าตอนโรคระบาดมึงเป็นไข้ไม่สบายด้วย " ผมถามมันด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้ตอนนี้มันจะหายแล้วก็ตาม