Anime

มหาศึกคนชนเทพ โลกิ (Record of Ragnarok) ep.2

มหาศึกคนชนเทพ โลกิ (Loki)

เทพโลกิ ถึงแม้จะมีนิสัยขี้แกล้งและซุกซนมากแค่ไหน แต่ท่านเองก็ถือว่าเป็นเทพที่มีหน้าตาดี งดงาม ชวนน่าหลงไหล ด้วยน่าตานี้ จึงทำให้ท่านได้แต่งงานกับ เทพีซิยิน (sigyn) ที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดแห่งแอสการ์ด และเทพโลกิก็ได้มีบุตรกับเทพีซิยิน ด้วยกันสองพระองค์คือ นาวี(narvi)และวาลี(vali)

ถึงแม้จะมีภรรยาที่สวยสง่างามและเพียบพร้อมมากแค่ไหน ก็ยังหยุดความอยากรู้ อยากลองของเทพโลกิไม่ได้ บ่อยครั้ง เทพโลกิจึงมักไปยังโลกต่างๆ และพยายามมองหาคนที่ตนถูกใจใหม่ๆ ในสิ่งที่โลกิตามหา รวมทั้งรสนิยมของเขานั่น ไม่ได้ถูกจำกัดแค่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ที่เขาสนใจด้วย 

-ลูกทั้ง3 ของเทพโลกิ-

จนกระทั่งโลกิได้มาพบเข้ากับ นางยักษ์อังกรูโบดา(angrboda) นางยักษ์ตนนี้มีเสน่ดึงดูดที่ทำให้โลกิลุ่มหลงเป็นอย่างมาก จนถึงขนาดที่โลกิต้องแอบมาอาศัยอยู่กับนางเป็นเวลานานๆ ด้วยความรัก หรือ ความลุ่มหลง ทำให้โลกิมีลูกกับนางยักษ์อังกรูโบดา ด้วยกันถึง 3 ตน โดยบุตรคนโต เป็นหมาป่ามีนามว่า เฟนริส(fenris) บุตรคนที่สองเป็นงูใหญ่นามว่า จอร์มุนกานด์ หรือ ยอร์มุนกัน(jormungand) และบุตรคนสุดท้าย คือหญิงสาวที่แสนน่ารัก แต่ทว่าความน่ารักของนางมีเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งกับเป็นซากแห้งเหมือนศพน่าเกลียด น่ากล้ว เธอมีนามว่า เฮล (hel) 

ถึงแม้ว่าบุตรทั้งสามที่เกิดมาของโลกิ จะแปลกประหลาด จนถึงขั้นอัปลักษณ์ และไม่เหมือนกับผู้เป็นพ่อหรือแม่เลย แต่ก็ยังไม่ทำให้โลกิ หรือ อังกรูโบดา เลิกรักบุตรของตนทั้งสามได้ พวกเขาทั้งคู่ต่างรักและเอ็นดูลูกทั้งสามของเขาเป็นอย่างมาก 

จนวันเวลาผ่านไป บุตรทั้งสามของโลกิเริ่มเติบใหญ่ขึ้น ข่าวลือเรื่องลูกนอกสมรสของโลกิ ก็ได้ดังขึ้นที่แอสการ์ด พร้อมทั้งทุกคนกับตั้งคำถามแก่โลกิว่าจริงหรือไม่ แต่โลกิก็ได้ปฎิเสธเรื่อยมาถึงข่าวลือนี่ 

จนวันหนึ่งเทพโอดินได้เห็นนิมิตรถึงภาพอนาคตที่เกี่ยวกับบุตรของโลกิ ที่ไม่ใช่นาวีและวาลี ว่าบุตรของเขาจะนำพามิดการ์ดและแอสการ์ดไปสู่ความล่มสลาย นิมิตรนี้ทำให้เทพโอดินร้อนใจเป็นอย่างมาก จนถึงกับให้ไปตามตัวโลกิมาพบ เมื่อได้พบกับโลกิ เทพโอดินจึงตรัสถามว่า นอกจากนาวีและวาลีแล้ว โลกิยังมีบุตรอื่นอีกไหม ถึงแม้โลกิจะขึ้นขื่อว่าเป็นจอมเจ้าเล่ห์ ขี้โกหก หลอกลวงมากแค่ไหน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเทพโอดินแล้ว เขาก็ไม่สามารถที่จะโกหก หรือ ปิดบังได้ อาจจะเพราะพลังที่เทพโอดินมีที่ทำให้ท่านรอบรู้ในทุกเรื่องก็ว่าได้ โลกิจึงได้รับสารภาพว่าตนมีบุตรกับนางยักษ์ตนหนึ่งที่ชื่อ อังกรูโบดา ด้วยกันสามตน ซึ่งคำตอบนี้ ก็อยู่ในความคาดการณ์ของโอดินไว้หมดแล้ว 

เทพโอดินจึงได้เค้นถามต่อว่า บุตรของเขาอยู่ที่ไหน เพราะเทพโอดินจะได้ตามหา และนำมาดูแลที่แอสการ์ดเพื่อไม่ให้ทั้งสาม ใช้พลังของตนไปทำเรื่องที่ผิด คำกล่าวอ้างด้วยเหตุผลของเทพโอดิน ทำให้เทพโลกิใจอ่อน เขาจึงได้บอกถึงที่อยู่ของบุตรทั้งสาม เมื่อโอดินทราบถึงที่อยู่แล้ว ท่านจึงได้สั่งให้เทพกลุ่มหนึ่งไปนำตัวบุตรของโลกิกลับมาที่แอสการ์ดแห่งนี้โดยทันที

-ภาพนิมิตรที่โอดินเห็น ถึงสงครามจากลูกของโลกิ-

เทพกลุ่มที่รับผิดชอบหน้าที่นี้ นำโดยเทพไทร์ ก็เริ่มออกเดินทางไปยังดินแดนโจตันไฮล์มของพวกยักษ์ ภาระกิจนี้คือการเชิญและนำพาบุตรของโลกิกลับมาด้วยวิธีที่นุ่มนวลที่สุด ไม่ใช่การบุกจับกุมใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด เพื่อให้เกียรติในฐานะบุตรของโลกิกลับมายังแอสการ์ดด้วยดี พวกเขาได้เดินทางกันเป็นเวลาหลายวัน 

จนกระทั่งมาถึงปราสาทของนางยักษ์อังกรูโบดา พอมาถึงพวกเขาก็ได้เข้าไปยังส่วนกลาง และได้พบเจอกับลูกของโลกิที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน ภาพนั้นเหนือความคาดคิดของเทพทั้งหมดเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาทั้งหมดเข้าใจว่า บุตรของโลกิก็คงมีรูปร่างเหมือนโลกิ หรือ ไม่ก็รูปร่างเหมือนยักษ์ แต่ผิดคาด บุตรของโลกิกับนางยักษ์ ดันมีรูปร่างแปลกเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็นบุตรแห่งเทพได้ เพราะตนหนึ่งมีรูปร่างเป็นหมาป่าขนสีเทาที่มีดวงตาหน้ากลัว  ตนที่สองกับเป็นงูที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ น้ำลายของมันเป็นกรดพิษมันก็มีแววตาที่น่ากลัวไม่ต่างไปจากตนแรกสักเท่าไหร่ ส่วนตนสุดท้ายเป็นสิ่งที่เมื่อมองในครั้งแรก ต่อให้เป็นเทพที่ผ่านเรื่องราวมาอย่างมากมาย ก็ไม่สามารถทำความเข้าใจกับสิ่งนี่ได้ เป็นสิ่งที่น่าสะพึงกลัว ถึงแม้เธอจะมีรูปร่างที่เหมือนมนุษย์มากที่สุดในบรรดาพี่น้องที่เหลือ แต่เธอกับมีซีกหน้าที่สมบูรณ์เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งเป็นเหมือนกับซากศพแห้งเหี่ยวที่ชวนให้คนที่มองต้องขนลุกไปตามกัน 

เมื่อกลุ่มเทพได้สติขึ้นมา ไม่รู้ว่าด้วยความกลัวหรืออะไรก็ตาม พวกเขาลืมคำสั่งที่ให้นำพาบุตรของโลกิกลับไปอย่างสมเกียรติ พวกกลุ่มเทพที่ได้รับหน้าที่นี่ กับเลือกวิธีเข้าจับกุมแทน ไม่ทันที่บุตรของโลกิทั้ง 3 จะทันได้ตั้งตัว พวกเขาก็ถูกบรรดากลุ่มเทพเข้าล้อมจับกุม เฟนริสบุตรคนโตถูกพวกเทพใช้ เชือกวิเศษที่ทำมาจากต้นหลิว ถักถอจนเป็นตะกร้าครอบปาก พวกเขาใช้มันเพื่อครอบปากเฟนริสไว้ อีกทั้งที่เหลือก็นำมาคล้องคอและลากจูงเฟนริสออกไป  ยอร์มุนกันบุตรตนที่สอง ที่เป็นงูใหญ่ยักษ์ถูกนำเชือกมามัดตัวของเขาไว้กับต้นสน และให้พวกเทพแบกเขาออกไป ส่วนบุตรตนสุดท้าย ที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ที่สุด ถูกเชิญให้เดินตามเคียงข้างพวกเทพออกไป 

เมื่อทำการจับกุมเสร็จสิ้น พวกเทพก็รีบนำพาบุตรทั้งสามของโลกิเดินทางกลับไปยังแอสการ์ด ระหว่างทางพวกเทพได้หยุดพัก และเตรียมระมัดระวังภัยกันอย่างเต็มที่ เพราะป้องกันเพื่อพวกยักษ์จะตามมาเพื่อชิงบุตรโลกิกลับคืนไป แต่ตลอดทั้งคืน ก็ไม่มียักษ์ตนใดปรากฎตัวออกมาเลย จนกระทั่งถึงเวลาเดินทางต่อ สถานการณ์ก็ยังเงียบเช่นเดิม เสมือนกับพวกยักษ์จงใจให้พวกเขานำพาลูกของโลกิกลับไปยังแอสการ์ด ถึงจะดูแปลกประหลาดและน่าสงสัยอยู่บ้าง แต่ยังไงภารกิจก็ต้องเดินหน้าต่อ เทพไทร์จึงสลัดความคิดสงสัยไป และมุ่งหน้านำพาบุตรของโลกิกลับไปยังแอสการ์ดต่อไป

จนเมื่อมาถึงแอสการ์ด เทพไทร์และกลุ่มของเขาก็รีบนำบุตรของโลกิไปยังท้องพระโรงเพื่อเข้าเฝ้าเทพโอดิน เมื่อมาถึงท้องท้องพระโรงแล้ว เทพไทร์จึงได้นำบุตรของโลกิทั้งสาม ออกมาเข้าเฝ้าเทพโอดินข้างหน้า เมื่อเทพต่างๆ ได้เห็นโฉมหน้าของบุตรโลกิแล้ว ก็ตกใจเป็นอย่างมาก เพราะรูปร่างหน้าตาของพวกเขานั้น ช่างแตกต่างจากโลกิมากเหลือเกิน พวกเขาเหล่านี้เหมือนกับอสูรย์ร้ายเสียมากกว่า และสิ่งที่น่าประหลาดใจเป็นที่สุดคือ ยอร์มุนกันบุตรตนที่สองของโลกิ ที่เป็นงูขนาดยักษ์ เมื่อตอนกำลังเดินทาง มันมีขนาดเทียบเท่ากับต้นสนเท่านั้น แต่ตอนนี้เพียงไม่กี่วันขนาดตัวของมันกับใหญ่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก 

-จอร์มุนกานด์ หรือ ยอร์มุนกัน(jormungand)-

ซึ่งด้วยการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของมัน ทำให้เทพต่างๆ รู้สึกตกตะลึง และกลัวเกรงว่ายอร์มุนกันจะโตได้อีกเท่าไหร่กัน และความน่ากลัวของมัน เมื่อเทพธอร์เข้าไปใกล้ก็เกืยบถูกยอร์มุนกันพ่นพิษใส่ พิษของมันนั้นร้ายแรงสามารถละลายสิ่งของที่สัมผัส ร่วมถึงเพียงแค่ไม่กี่หยดก็อาจจะสังหารเทพได้ในทันที 

เมื่อเห็นถึงความอันตรายของยอร์มุนกันแล้ว เทพต่างๆ ที่อยู่ในตอนนั้น ต่างหยิบอาวุธขึ้นมาเพื่อที่จะสังหารมัน แต่ก็ได้ถูกโอดินห้ามไว้เสียก่อน เพราะโอดินไม่เห็นด้วยที่จะสังหาร จะอย่างไรเสียยอร์มุนกันก็ยังเป็นเด็กอยู่ และการฆ่าเด็กที่ไม่มีทางสู้ไม่ใช่วิถีของนักรบ เมื่อได้ยินคำพูดจากเทพโอดิน บรรดาเทพทั้งหมดที่หยิบอาวุธออกมาก็ต่างคอตก และเห็นด้วยกับคำพูดของเทพโอดินว่า ถึงแม้ภายนอกมันจะดูน่าเกลียด น่ากลัว แต่ยังไงก็ถือว่าเป็นเด็กอยู่ดี 

เมื่อเห็นว่าเทพต่างๆ เริ่มสงบจิต สงบใจได้แล้ว เทพโอดินจึงได้ให้ยอร์มุนกันไปอาศัยอยู่ที่ท้องทะเลลึก ใต้โลกมิดการ์ด ณ ที่แห่งนั้น ยอร์มุนกันจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและเติบโตกลายเป็นพญางูที่ดีได้ เทพโอดินคิดว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของเขาคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เพราะที่แห่งนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของตน ยังไงยอร์มุนกันต้องไม่กล้าที่จะทำอะไรเป็นแน่ โอดินจึงได้นำพายอร์มุนกันไปยังที่แห่งนั้น เมื่อมาถึงยอร์มุนกันก็เลื้อยลงไปในใต้ทะเลลึกหายวับไปกับตาของเทพโอดิน 

บุตรคนต่อไปของเทพโลกิ เป็นธิดาตัวน้อยที่มีหน้าตาครึ่งหน้ารักดุจดั่งเด็กตัวน้อยทั่วไป แต่อีกครึ่งกับเหมือนกับซากแห้งของศพ ส่งกลิ่นเหม็นสาปขึ้นมาเป็นระยะ ธิดาองค์นี้มีดวงตาสีเขียวเหมือนกับดวงตาของโลกิ เทพโอดินได้พินิจ พิจารณาถึงรูปร่างหน้าตาของเธออยู่สักพักหนึ่ง จนได้ตรัสถามไปว่า “เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไรรึ” เด็กน้อยจึงตอบกับไปพร้อมทั้งแสดงการเคารพต่อเทพโอดินอย่างจริงใจว่า “ข้ามีนามว่า เฮล” 

การแสดงออกถึงความเคารพจากเฮล ทำให้เทพโอดินรู้สึกประทับใจ และเริ่มถูกใจธิดาองค์นี้ของโลกิ แต่เมื่อมองไปยังอีกครึ่งหนึ่งของเฮล ก็ทำให้เทพโอดินรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากว่า แท้จริงเด็กคนนี้ยังมีชีวิตอยู่จรึงหรือไม่ จึงได้ถามต่อไปว่า “เจ้ายังมีชีวิตอยู่ หรือ เป็นคนที่ตายไปแล้วกันแน่” เฮลก็ได้ตอบว่า “ข้าก็คือตัวข้า เป็นบุตรของโลกิและอังกรูโบดา ข้าชอบความเงียบและยินดีที่จะอยู่กับพวกคนที่ตายไปแล้วมากที่สุด เพราะพวกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างชอบมองข้าด้วยสายตาที่น่ารังเกียจ” สิ้นสุดคำตอบ เทพโอดินได้พิจารณาถึงตัวตนของเฮล พร้อมทั้งเทพโอดินยังเห็นนิมิตรที่เกี่ยวกับตัวของเฮลเอง ว่าต่อไปเธอจะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เทพโอดินจึงตัดสินใจที่จะมอบหมายหน้าที่ให้เฮลรับผิดชอบในการดูแลโลกหลังความตาย 

เธอจะเป็นราชินีของเหล่าคนตายที่น่าสงสาร ที่วิญญาณของพวกคนที่ตายอย่างผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการป่วย การแก่ หรือแม้แต่นักรบที่ไม่สามารถตายในสนามรบได้ วิญญาณเหล่านั้นจะไม่สามารถมายังวัลฮาล่าได้ ก็จะให้เฮลเป็นผู้ดูแลแทน เมื่อสิ้นสุดคำพูด เทพโอดินก็ได้นำพาเฮลไปยังนครใต้โลก นำพานางไปยังวิหารย์ใหญ่ ที่นั่นเองจะกลายเป็นที่อาศัยอยู่ของนาง เมื่อมาถึงเฮลรู้สึกดีใจมาก ที่นี่เธอมีของที่เพียบพร้อมทุกอย่าง เธอหยิบของต่างๆขึ้นมาและตั้งชื่อให้แก่มัน ตามประสาเด็กน้อยคนหนึ่ง และเฮลจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว หรือ แปลกประหลาดอีกต่อไป เพราะที่แห่งนี้มีทั้งบริวารมากมายที่พร้อมจะทำตามคำสั่งของเธอทั้งหมด หลังจากนั้นผู้คนต่างเรียกเธอว่า เฮลราชินีแห่งนรก หรือ ธิดาแห่งผู้วายชนม์ 

-เฮล (hel)-

เมื่อเห็นว่าเฮลสามารถปรับตัวได้แล้ว เทพโอดินก็ได้เดินทางกลับมายังแอสการ์ดตามเดิม ขณะนี้ก็เหลือเพียงแต่ บุตรคนสุดท้ายที่เป็นตัวปัญหามากที่สุด เพราะในนิมิตรที่โอดินเห็นนั้น บุตรของโลกิตนนี้จะกลายเป็นปีศาจร้ายที่นำพาหายนะมาสู่แอสการ์ดในอนาคต ซึ่งบุตรของโลกิตนนี้มีนามว่า เฟนริส มีรูปร่างเป็นหมาป่าขนสีเทาเข้ม มีดวงตาสีเหลือง และยังสามารถพูดภาษาของมนุษย์กับเทพได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถึงแม้ว่าตอนนี้มันยังเป็นหมาน้อย แต่กับมีพละกำลังที่มหาศาล รวมทั้งนิสัยที่ค่อนข้างจะดุร้ายไม่ค่อยเป็นมิตรกับใคร จะมีเพียงเทพไทร์องค์เดียวเท่านั้น ที่สามารถเข้าไปลูบหัว เล่นกับมันได้ เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น เทพโอดินจึงมอบหน้าที่ให้เทพไทร์เป็นผู้ดูแลเฟนริส และให้เลี้ยงดูอยู่ที่แอสการ์ดแห่งนี้ เพราะโอดินอยากให้เฟนริสอยู่ใกล้หูใกล้ตาตน 

หลังจากนั้นเฟนริสในความดูแลของเทพไทร์ ก็เริ่มเติบโตมากขึ้นกว่าเดิม เหมือนกับยอร์มุนกัน นานวันเข้าพละกำลังของเฟนริสก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม รวมถึงความดุร้ายที่เพิ่มมากขึ้น เฟนริสมีความเชื่อมั่นในพละกำลังของตนเองเป็นอย่างมาก จะกล่าวได้ว่า เขาเชื่อว่าตนเองนั้นพิเศษมากกว่าใคร เกิดเป็นความภาคภูมิใจ 

พอเวลาผ่านไป ความน่ากลัวของเฟนริสก็พลันจะมีมากขึ้น จนถึงขนาดที่เหล่าเทพแห่งแอสการ์ดต้องประชุมหาลือกัน ถึงวิธีรับมือกับเฟนริส จนได้ข้อสรุปว่า จำเป็นที่จะต้องทำการล่าม หรือ ผนึกเฟนริสไว้ไม่ให้ออกไปไหนเป็นอันขาด พวกเทพจึงเริ่มวางแผนในการสร้างโซ่ตรวนเพื่อผนึกเฟนริสขึ้นมา 

หน้าที่นี้จึงตกมาเป็นของเทพไทร์ ที่จะต้องเข้าไปพูดเกลี้ยกล่อมให้เฟนริสยอมที่จะถูกพันธนาการ ด้วยการหลอกล่อว่าเป็นการทดสอบพลังความแข็งแกร่งของเขา ในทีแรกเทพไทร์รู้สึกไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพวกเทพ ที่หวังจะผนึกเฟนริส เพราะลึกๆแล้ว เทพไทร์สัมผัสได้ถึงความดีที่อยู่ในตัวเฟนริส ว่าถ้าเราทำดีกับเขา เขาก็จะทำดีกับเราตอบแทน พวกเราน่าจะอยู่ร่วมกันได้ แต่ข้อโต้แย้งของเทพไทร์กับถูกปัดตกไป เพราะในเวลานี้พลังที่เฟนริสมี จะมีแต่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ยิ่งปล่อยไปนานเท่าไร การควบคุมเฟนริสก็จะยิ่งยากขึ้น 

อีกทั้งในนิมิตรของเทพโอดินยังเห็นแล้วว่า เฟนริสจะกลายเป็นปีศาจร้ายที่นำพาหายนะมาสู่แอสการ์ด เทพไทร์จึงต้องทำตามแผนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เขาจึงออกอุบายหลอกให้เฟนริสเชื่อว่า โซ่ที่ใช้พันธนาการนี้ คือการทดสอบพลังความแข็งแกร่งของเฟนริส และถ้าเฟนริสสามารถทำลายโซ่ตรวนได้ ก็จะได้รับการยอมรับจากเทพต่างๆ ทั่วทั้งแอสการ์ด เมื่อเฟนริสได้ฟังที่เทพไทร์เล่า ก็เกิดความฮึกเหิมขึ้นมา อีกทั้งเฟนริสยังมั่นใจในฝีมือของตนเป็นอย่างมาก เขาจึงรีบร้องขอการทดสอบนั้นจากเทพไทร์อย่างไม่รีรอ เมื่อเห็นเฟนริสหลงกลแล้ว เทพต่างๆ จึงรีบนำโซ่ตรวนเข้ามาล่ามเฟนริสทันที เมื่อล่ามเสร็จก็ให้เฟนริสเริ่มการทดสอบ เพียงไม่นานเฟนริสก็สามารถทำลายโซ่ตรวนนั้นได้อย่างง่ายดาย เมื่อสามารถทำลายโซ่ตรวนได้ เฟนริสก็ได้คำรามออกมาด้วยความดีใจ และประกาศถึงความแข็งแกร่งของตน เทพไทร์และเทพองค์อื่นที่อยู่ในตอนนั้น จำต้องร่วมดีใจไปกับเฟนริสด้วย เพื่อหวังให้เฟนริสตายใจ ไม่สงสัยว่าเป็นกับดัก

-เฟนริส (fenris)-

วันเวลาผ่านไป โซ่ตรวนที่ถูกสร้างขึ้นมาหลายต่อ หลายอัน ที่ถูกนำมาใช้กับเฟนริส ก็ถูกทำลายไปอันแล้วอันเล่า ความแข็งแกร่งที่เฟนริสมีได้พิสูจน์ให้เทพต่างๆ ได้เห็นถึงความน่ากลัวของเขา พลังนี้เอง เริ่มทำให้เทพต่างๆรู็สึกกังวลและเริ่มกลัวในตัวของเฟนริสมากยิ่งขึ้น แม้แต่เทพไทร์เองเมื่อได้เห็นพลังของเฟนริส ก็เริ่มที่จะกลัวในตัวของหมาป่าตนนี้เข้าให้แล้ว 

จนมาถึงโซ่ตรวนอีกเส้น ที่ผ่านการสร้างจากเทพหลายองค์ที่ร่วมแรง กันสร้างขึ้นมา เป็นโซ่ตรวนขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ด้วยโซ่นี่เองที่ทำให้เทพแห่งแอสการ์ดต่างมั่นใจ ว่าจะสามารถผนึกเฟนริสได้อย่างแน่นอน พวกเขาจึงรีบนำมาใช้ ครั้งนี้เฟนริสก็มีท่าทีเบื่อหน่าย ที่การทดสอบพลังของเขาเริ่มขึ้นอีกแล้ว มันเริ่มเบื่อและไม่ยอมรับการทดสอบ แต่ด้วยคำพูดเกลี่ยกล่อมจากเทพไทร์ว่า ถ้าเฟนริสทำได้ชื่อเสียงของมันจะโด่งดัง และผู้คนมากมายจะดีใจให้แก่พลังของเฟนริสอย่างแน่นอน เมื่อได้ฟังคำพูดชื่นชมมากมาย เฟริสก็เริ่มรู้สึกมีไฟขึ้นมา จึงยอมรับการทดสอบนี้ 

เมื่อการทดสอบเริ่มขึ้น เฟนริสได้ใช้พลังทั้งหมดในการทำลายโซ่ตรวน แต่ครั้งนี้แตกต่างกว่าครั้งก่อน เพราะโซ่ตรวนไม่ยอมขาดง่ายๆ เฟนริสพยายามรีดพลังอยู่นาน เมื่อเทพต่างๆ เห็นภาพนั้นก็เริ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง ว่าโซ่ตรวนอันนี้น่าจะได้ผล แต่ความดีใจของพวกเขาก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเพียงเวลาชั่วอึดใจ เมื่อเฟนริสยอมใช้พลังทั้งหมดที่ตนมี ปลดปล่อยออกมาในตอนสุดท้าย จึงทำให้โซ่ตรวนแตกออก 

เมื่อทำได้แล้วเฟนริสก็ได้คำรามออกมาอย่างดีใจ ถึงความแข็งแกร่งที่ตนมี แต่เมื่อเฟนริสหันไปมองพวกเทพ ก็กับไม่มีใครดีใจในความสำเร็จของเขาเลย เฟนริสจึงรู้สึกตะหงิดใจขึ้นมา ว่าเรื่องต่างๆเริ่มไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว

หลังจากวันนั้น เทพหลายองค์ก็รู้สึกสิ้นหวัง หมดหนทางที่จะทำการพันธนาการเฟนริส เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะสร้างโซ่แบบไหนขึ้นมาแล้ว จนกระทั่งเทพโอดินได้ใช้พลังความรอบรู้ที่ตนได้มาจากการดื่มน้ำพุแห่งปัญญา ทำการเข้าญาณชั้นสูงเพื่อหาคำตอบว่าสิ่งใดที่จะสามารถพันธนาการเฟนริสได้ ด้วยพลังนี้เอง ทำให้โอดินได้รับคำตอบในที่สุด 

เมื่อได้รับคำตอบ โอดินได้รีบสั่งให้ตาม สคริเนียร์ เอลขาวผู้ช่วยและคนสนิทมาพบตนทันที พร้อมทั้งสั่งให้เขานำคำสั่งของตน รวมถึงวิธีการสร้างโซ๋ตรวนเกรฟเนีย ไปให้แก่พวกคนแคระที่สวาร์ทาฟไฮล์ม เป็นผู้สร้าง สคริเนียร์จึงเริ่มออกเดินทางไปสวาร์ทาฟไฮล์มอย่างทันที เมื่อมาถึงเขาได้รีบนำคำสั่งและบอกถึงวิธีการสร้างโซ่ตรวนเกรฟเนีย แก่คนแคระทั้งหมด หลังจากที่คนแคระฟังที่สคริเนียร์บอกถึงวิธีการสร้างโซ่ตรวนเกรฟเนียแล้ว ก็ต่างเหงื่อตกและบอกว่า มันเป็นสิ่งที่พิเศษที่ค่อนข้างทำยาก และก็ได้ร้องขอต่อสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ คือ ฝีเท้าแมว เคราของผู้หญิง รากของภูเขา เส้นเอ็นของหมี ลมหายใจของปลา และน้ำลายของนก เมื่อทราบถึงของที่จำเป็นต้องใช้แล้ว สคริเนียร์จึงรีบออกตามหาของเหล่านั้นมาให้อย่างทันที

เมื่อพวกคนแคระได้ของตามที่ต้องการแล้ว พวกเขาก็เริ่มสร้างโซ่ตรวนเกรฟเนียอย่างทันที  เวลาผ่านไปจนในที่สุดโซ่ตรวนเกรฟเนียก็เสร็จสิ้น ของสิ่งนี้เป็นโซ่ตรวนที่พิเศษ มันถูกปกคลุมด้วยเวทยนต์วิเศษ และตามตัวโซ่ถูกแกะสลักด้วยอักษรรูนโบราณ จึงทำให้โซ่ตรวนเส้นนี้ มีความแข็งแรงทนทาน ที่ไม่ว่าสิ่งใดที่ได้ถูกมันพันธนาการแล้ว จะไม่สามารถรอดพ้นไปไหนได้เลย 

หลังจากนั้นโซ่ตรวนก็ถูกนำมามอบให้แก่เทพโอดิน เมื่อเทพโอดินได้ตรวจดูจนแน่ใจแล้วว่า ด้วยพลังนี้เฟนริสจะไม่สามารถทำลายได้อย่างแน่นอน เทพไทร์และเทพองค์ต่างๆ จึงรีบนำโซ่ตรวนนี้ไปหาเฟนริสทันที เมื่อมาถึงพวกเขาได้เรียกเฟนริส พร้อมทั้งพูดว่าจะมาทดสอบพลังเหมือนที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เฟนริสกับปฎิเสธ พร้อมทั้งบอกว่าข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นการทรยศ ถ้าข้าไม่สามารถทำลายโซ่ตรวนได้ พวกท่านทั้งหมดก็จะไม่ยอมปล่อยข้าไปอยู่ดี เทพไทร์จึงต้องเกลี่ยกล่อมอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งเฟนริสเริ่มใจอ่อนและยอมตกลงที่จะเข้าร่วมการทดสอบพลังนี้ แต่มีข้อแม้ที่ต้องนำแขนของเทพองค์ใดก็ได้นำมาวางไว้ในปากของมัน เพื่อเป็นหลักประกันว่า เมื่อมันทำลายโซ่ตรวนไม่ได้ เทพจะต้องปล่อยมันตามเดิม 

เทพไทร์จึงรับอาสาจะเป็นผู้วางมือในปากของเฟนริสเอง เมื่อเทพไทร์ตกลง เฟนริสก็เข้าร่วมการทดสอบ มันยอมให้เทพที่เหลือใช้ตรวนมัดไว้ เหมือนครั้งก่อนที่ผ่านมา เมื่อมัดเฟนริสสำเร็จ การทดสอบก็เริ่มขึ้น เฟนริสได้เกร็งพลังออกมาอย่างเช่นเดิม แต่ครั้งนี้โซ่ไม่ได้ถูกทำลาย ไม่ว่าเฟนริสจะใช้พลังมากแค่ไหน โซ่ตรวนก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เมื่อรู้แล้วว่าตนไม่สามารถทำลายโซ่ตรวนเส้นนี้ได้แล้ว เฟนริสจึงกล่าวยอมแพ้และบอกให้พวกเทพปลดปล่อยตนได้แล้ว แต่พวกเทพทั้งหมดกับไม่ยอมทำตาม เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองถูกหักหลัง เฟนริสก้ได้คลุ้มคลั่งและอาละวาดออกมา ด้วยความโกรธมันจึงกัดแขนของเทพไทร์จนขาด 

หลังจากนั้นเฟนริสก็ถูกนำไปขังไว้ยังถ้ำใต้พื้นดิน มันได้แต่เฝ้ามองโซ่เกรฟเนียที่ถูกผูกล้อมตัวมันไว้เป็นเหมือนกับริบบิ้นสีดำเส้นใหญ่ เฟนริสได้คำรามพร้อมทั้งตะโกนด่าทอ และต่อว่าเทพโอดินว่าเป็นจอมโกหก หักหลังพร้อมทั้งกล่าวว่า 

“ถ้าท่านไม่ทำแบบนี้กับข้า ข้าก็คงจะเป็นมิตรกับพวกท่านไปแล้วแท้ๆ แต่นี่ด้วยความกลัวของท่าน จึงทำให้ท่านทำร้ายตัวของท่านเอง ข้าขอสาบานว่าข้าจะต้องเอาคืน สิ่งที่ท่านทำไว้กลับข้า ข้าจะกลืนกินสิ่งที่ท่านรักทั้งหมด ทั้งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และข้าจะมีความสุขอย่างมาก บนความทุกข์ของท่าน ข้าจะเฝ้ารอวันนั้น วันแห่งการชำระแค้นด้วยชีวิตของท่าน” 

สิ้นสุดเสียง เฟนริสก็ถูกลากลงไปผนึกไว้ยังใต้โลก พวกเทพที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ต่างหัวเราะดีใจกันที่สามารถหลอก และปิดผนึกเจ้าหมาป่าตัวนี้ไว้ได้ จะมีเพียงเทพไทร์ที่ไม่ได้หัวเราะดีใจเหมือนเทพองค์อื่น เพราะลึกๆแล้ว เขาไม่ยินดีที่จะทำแบบนี้กับเฟนริสเลย

เมื่อข่าวเกี่ยวกับบุตรของโลกิ แพร่กระจายออกไป จนไปเข้าหูของโลกิ แน่นอนเทพโลกิรู้สึกโกรธเทพโอดินเป็นอย่างมาก ที่ไม่ยอมรักษาสัญญา ว่าจะช่วยดูแลบุตรของตนอย่างดี แต่กับทำตรงกันข้าม ทั้งทำการจับกุมด้วยความรุนแรงโดยไม่ให้เกียรติเขาแล้ว ยังมาทำการล่าม คุมขัง รวมถึงเนรเทศลูกๆของตนออกไปยังดินแดนที่ไกลออกไปอีก ก็ยิ่งเพิ่มไฟแห่งโทสะให้แก่โลกิ จนกระทั่งเทพโลกิหมดความศรัทธาที่มีต่อเทพโอดิน เขาเริ่มคิดแผนการณ์แก้แค้นขึ้นมา ด้วยการทำให้เทพโอดินเสียใจดั่งเช่นที่ตนเองเสียใจบ้าง ด้วยการพรากชีวิตบุตรที่เป็นที่รักของเทพโอดิน “เทพบัลเดอร์”

ในงานเลี้ยงวันเกิดเทพบัลเดอร์ ถูกจัดขึ้นเหมือนทุกปี อย่างยิ่งใหญ่อลังการ เพราะเทพบัลเดอร์เป็นเทพที่เป็นที่รักของเทพทุกองค์ พระองค์มีจิตใจที่โอบอ้อมอารี และยังเป็นเทพที่คอยมอบความสุขให้แก่มนุษย์ หรือ เทพทุกองค์ก็ด้วย ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์ทุกคนจึงกล่าวคำอวยพร ด้วยการที่ว่าจะไม่มีสิ่งใดสามารถฆ่าบัลเดอร์ได้เลย ทุกสิ่งที่อยู๋ในแอสการ์ด และโลกท้้ง 9 ก็ต่างสาบานว่าจะไม่ทำร้ายบัลเดอร์ 

เทพบัลเดอร์จึงกล่าวได้ว่า เป็นเทพผู้ซึ่งมีพลังแห่งอมตะได้เลย แต่ยกเว้นเพียงต้นมิสเซิลโทเท่านั้น ที่ไม่ได้ไปกล่าวคำยินดี เพราะเป็นต้นที่ถูกปลูกอยู่นอกรั้วราชวัง จึงถูกมองข้ามไป ซึ่งสิ่งนี้เองที่โลกิก็รู้ และเลือกนำมาใช้ในการลอบฆ่าเทพบัลเดอร์ โลกิได้นำเอาต้นมิสเซิลโทมาสร้างเป็นลูกดอก และหลอกให้เทพฮอเดอร์ผู้ตาบอดเป็นผู้ปาลูกดอกนี้ ใส่เทพบัลเดอร์ โดยยุว่าเป็นการละเล่นกัน เมื่อเทพฮอเดอร์หลงกลปาลูกดอกไป ทันใดนั้นลูกดอกก็ได้ปักไปยังกลางหัวใจของเทพบัลเดอร์ส่งผลให้ท่านเสียชีวิตทันที 

ซึ่งการตายของเทพบัลเดอร์สร้างความตกตะลึงให้แก่เทพแอสการ์ด เพราะไม่คาดคิดว่าจะมีสิ่งใดที่สามารถฆ่าเทพบัลเดอร์ได้ เมื่อได้สติกับมา พวกเทพต่างๆก็เสียใจร้องไห้ต่อการจากไป วิญญาณของเทพบัลเดอร์ไม่ได้เสียชีวิตในสนามรบอย่างสมเกียรติ จึงไม่ถูกส่งมายังวัลฮาล่า แต่กลับถูกส่งไปยังดินแดนของเฮล เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น เทพโอดินและเฟรย์ก็ได้รีบเดินทางไปยังดินแดนใต้โลก เพื่อขอร้องให้เฮลคืนวิญญาณของเทพบัลเดอร์มาให้ แน่นอนเฮลรับปากว่าจะคืนวิญญาณเทพบัลเดอร์ให้ แต่มีข้อแม้อยู่ว่าทุกชีวิตบนโลกจะต้องร่ำไห้ออกมาเสียก่อน เทพทุกองค์เมื่อทราบถึงข้อเสนอเฮลแล้ว จึงรีบนำเรื่องไปแจ้งให้ทุกคนร้องไห้แสดงความเสียใจต่อเทพบัลเดอร์ออกมา เมื่อเรื่องถูกแพร่กระจายออกไป สิ่งมีชีวิตก็เริ่มร้องไห้ จะมีเพียงยักษ์ตนหนึ่งนามว่าซ็อกก์ ที่ปฏิเสธจะร่ำไห้ตามคำขอร้องของเทพที่มาส่งสาร ส่งผลให้ข้อตกลงไม่สำเร็จ วิญญาณของบัลเดอร์จึงตกเป็นของเฮล และไม่สามารถกลับมายังแอสการ์ดได้อีกเลย

เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น เทพโอดินก็ได้โกรธเป็นอย่างมาก ท่านได้ใช้พลังแห่งปัญญาของท่านคิดหาความจริงของเรื่องนี้ เพราะเทพโอดินไม่เชื่อว่า เทพฮอเดอร์จะเป็นผู้ลงมือทำ จนได้รับกับคำตอบว่า เรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของเทพโลกิ เมื่อนั้นแล้ว เทพโอดินก็สั่งให้เทพทุกองค์ออกตามหาและจับกุมเทพโลกิกลับมาให้ได้ การกระทำนี่ของเทพโลกิ เกินกว่าที่เทพองค์ไหนจะรับได้อีกแล้ว บัดนี้โลกิกลายเป็นศัตรูต่อเทพทุกองค์แห่งแอสการ์ด 

เทพโลกิได้หลบหนีไปยังที่ต่างๆ อยู่หลายที่ ด้วยพลังที่เทพโลกิมี ทำให้เขาสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอด จึงทำให้การจับกุมเขาเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมาก แต่ในที่สุดเทพโลกิก็ถูกจับได้ ด้วยฝีมือของเทพธอร์เจ้าเก่าเจ้าเดิม เทพธอร์ได้ใช้กำลังจับโลกิมัดไว้ และลากโลกิกลับไปรับโทษที่แอสการ์ด เมื่อมาถึงเทพโอดินก็ได้สั่งให้นำโลกิไปขุมขังไว้ยังคุกใต้ดิน และมัดตัวเขาไว้กับเสาหิน พร้อมทั้งให้งูตนหนึ่งคอยหยดพิษลงบนใบหน้าของโลกิในทุกวัน หน้าที่เคยหล่อเหลาของเทพโลกิ ก็ถูกพิษของงูกัดกร่อนลงทุกวัน ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้แก่เทพโลกิเป็นอย่างมาก ถ้าใครหรือเทพองค์ไหนได้โดนก็จะต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดกันทั้งนั้น แต่กับเทพโลกิไม่มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแต่อย่างใด จะมีเพียงเสียงหัวเราะ ที่ดังก้องกังวาล พร้อมทั้งกล่าวถึงเทพโอดินว่า 

“เป็นไงบ้าง รู้สึกเหมือนกับที่ข้ารู้สึกไหม ท่านเทพที่เป็นบิดาแห่งทุกสรรพสิ่ง ท่านรู้สึกเช่นไร ดีใจ เสียใจ หรือ แค้นกันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ข้าก็รู้สึกสนุกจนกลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่อยู่แล้ว และสักวันหนึ่ง เมื่อวันแห่งการพิพากษามาถึง ข้าจะกลับมาและมอบความสนุกนี้ให้กับพวกท่านใหม่อีกครั้ง” 

จากนั้นเทพโลกิก็ถูกกักขังต่อไปในส่วนที่ลึกที่สุดของใต้ดิน ณ ที่แห่งนี่เอง ที่โลกิต่างนับวันคืนเฝ้ารออย่างใจจดจ่อ ที่จะกลับขึ้นไปเอาคืนพวกเทพแห่งแอสการ์ดอีกครั้ง ตามตำนานเทพนอร์สได้กล่าวไว้ว่า เทพโลกิจะเป็นผู้นำพาสงครามครั้งสุดท้าย แรคน่า หรือ แร็คนาร้อก มาสู่ดินแดนของเหล่าทวยเทพ จะเป็นศึกชี้ชะตาของเทพและปีศาจนั่นเอง

ปัจจุบันเรื่องเล่า รวมถึงตำนานของเทพโลกิ ก็ยังมีอยู่ทั้งใน บทกวี บทละคร หนังสือ กาตูนย์ หรือ ภาพยนต์ ก็ต่างนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในเนื้อเรื่อง เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับเทพโลกิ ต่างเป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านภาพยนต์ที่ได้รับควานิยมเป็นอย่างมาก จึงทำให้ตำนานของเทพโลกิ ได้ถูกกล่าวถึงเรื่อยมา ผู้คนต่างค้นหาและอยากรู้จักเทพองค์นี้มากขึ้น ว่าแท้จริงแล้ว เทพโลกิคือเทพที่อยู่ฝ่ายไม่ดีมีจุดมุ่งหมายในการทำลายทุกชีวิตที่อยู่บนโลก หรือ คือเทพที่ถูกกระทำต่างๆ จนกลายเป็นเทพที่อยู่ตรงข้ามกับความถูกต้องกันแน่ เรื่องเล่าเหล่านี้ก็ยังคงถูกพูดและบอกกล่าว ให้ผู้คนที่สนใจได้ค้นหากันต่อไป…..

ในส่วนอนิเมะ เรื่องมหาศึกคนชนเทพ

ในส่วนของอนิเมะ มหาศึกคนชนเทพ ก็ได้นำเอาเรื่องเล่าของตำนานเทพชาวนอร์ส โลกิ นำมาตีความใหม่และใช้เป็นหนึ่งในตัวละคร ในการดำเนินเรื่องในมังงะเรื่องนี้ โดยที่โลกิ ปรากฎตัวออกมาครั้งแรก ในช่วงการต่อสู้คู่สองของ เทพซูสและอดัม มาในลุคชายหนุ่มผมสีเขียว ที่มีหน้าตาค่อนข้างเจ้าเล่ห์ บุคลิกเป็นเหมือนกับเด็กที่มีนิสัยซุกซน ชอบความท้าทาย บ่อยครั้งด้วยคำพูดก็สามารถยั่วโมโหเทพต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณโดยรอบได้ โดยเฉพาะเทพแอรีส ที่มักจะทะเลาะกับโลกิอยู่เป็นประจำ 

ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นเทพจอมทะเล้น ที่ไม่น่าจะมีพิษมีภัยอะไร แต่โลกิเองก็เป็นหนึ่งในตัวแทนของฝ่ายเทพ ที่เทพซูสได้รับเลือกให้เข้าร่วมในศึกครั้งนี้ด้วย อันจะเป็นการยืนยันได้เลยว่า โลกินั้นจะต้องมีฝีมือทางด้านการต่อสู้ที่สูง และอาจจะเหนือกว่าเทพสงครามแอรีสจากกรีกก็ได้ นอกจากฝีมือและพลังที่แข็งแกร่งแล้ว โลกิเองยังถือว่าเป็นเทพที่มีความฉลาดอย่างมาก จะเห็นได้จากการต่อสู้ในคู่ต่างๆ ที่โลกิสามารถอ่าน รวมถึงวิเคราะห์ผลลัพธ์ทางการต่อสู้ออกมาได้อย่างเฉียบคม ด้วยความฉลาดนี่เอง จึงทำให้โลกิสามารถรู้ได้ว่านอกจากพลังที่วัลคีรี่มอบให้พวกมนุษย์แล้ว ยังมีพลังลึกลับบางอย่างที่ช่วยเหลือให้มนุษย์สามารถทำการต่อสู้กับเทพได้อย่างทัดเทียม ความลับนี่เองที่นำพาโลกิไปพบกับ ศากยะ เขาได้พยายามโน้มน้าวให้ศากยะยอมรับว่าได้เป็นผู้ช่วยเหลือวัลคีรี่อย่างลับๆ แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ศากยะก็ไม่ยอมรับ แต่ถึงแม้จะยอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังจิง โลกิก็ไม่สามารถทำอะไรแก่ตัวของท่านได้ ด้วยการกระทบกระทั่งนี่เอง ได้เกือบจะทำให้โลกิต้องสู้กับศากยะ แต่ยังไม่ทันได้สู้กัน เทพโอดินก็ได้เข้ามาขัดขวางการต่อสู้ของทั้งสองก่อน จึงทำให้ทั้งคู่ต้องถอยกันไป 

หลังจากนั้น โลกิก็ได้คิดว่า ต่อให้ศากายะจะมีแผนการณ์อะไรอยู่ในใจ แผนการณ์เหล่านั้นจะต้องล้มเหลว ไม่มีวันสำเร็จเป็นอันขาด เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถช่วยเหลือให้พวกมนุษย์หนีจากโชคชะตานี่ได้ และเมื่อการต่อสู้จบลง เขาจะต้องมาคิดบัญชีนี่กับศากยะอย่างแน่นอน…

(ข้อมูลข้างต้นรวมถึงพลังของ โลกิ  อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจากที่กล่าวมาก็ได้ เพราะข้อมูลพลังของเขายังไม่เปิดเผย รวมถึงคู่ต่อสู้ของเขาก็ด้วย แต่ดูจากลักษณะและประวัติความเป็นมา ที่เขาขึ้นชื่อว่าเป็น เทพแห่งการหลอกลวง รวมถึงบุคลิกที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ และออกกวนประสาทแล้ว ผู้เขียนก็ขอคาดการณ์ไว้ว่า เทพโลกิอาจจะได้ต่อสู้กับ โอคิตะ โซจิ ซามูไรหนุ่มที่ถือว่ามีพรสววรค์ จัดว่าเป็นอัจฉริยะแห่งดาบ ด้วยนิสัยของ โซจิเอง ที่ค่อนข้างจะทะเล้น ไม่ต่างไปจากเทพโลกิเลย การต่อสู้ของทั้งคู่ก็อาจจะเกิดขึ้น และคงจะเป็นการต่อสู้ที่มันส์อีกหนึ่งคู่ หรือไม่โลกิเองก็อาจจะได้ สู้กับ นิโคลา เทสล่า นักประดิษฐ์อัจฉริยะชาวเซิร์บ เทสล่าอาจจะสร้างอาวุญขึ้นมาใช้สู้กับโลกิ เพราะโลกิเองก็มีพลังในการสร้างสิ่งของออกมา จะเห็นได้จากที่เขาเรียกเคียวออกมาจากมือได้ การต่อสู้ของทั้งคู่ก็อาจจะเกิดขึ้นได้และอาจจะเป็นอีกคู่ที่น่าจดจำในศึกครั้งนี้เลยก็ว่าได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คู่ต่อสู้เกิดจากการคาดการณ์ของผู้เขียนเอง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ และถ้าผิดพลาดไปประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย ขอบคุณครับ..) 

มหาศึกคนชนเทพ โลกิ (Record of Ragnarok)

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Keywordsfun และ Foong-Trending

What's your reaction?

Excited
0
Happy
1
In Love
0
Not Sure
0
Silly
0

You may also like

Anime

มหาศึกคนชนเทพ เรกินเลฟ (Record of Ragnarok)

เรกินเลฟ หรือ เรจินไรฟ์ (Reginleif) เธอคือหนึ่งในเทพนักรบหญิงศักสิทธิ์วัลคีรี่ มีพลังและหน้าที่อันสำคัญ ในการนำพานักรบผู้วายชนม์ทั้งหลาย มุ่งสู่ดินแดนสวรรค์วัลฮาล่า นอกจากหน้าที่การนำทางดวงวิญญาณนักรบแล้ว
Anime

แนะนำอนิเมะ Sword Art Online

แนะนำอนิเมะ Sword Art Online เป็นเรื่องราวของเด็ก ๆ อย่าง อาสึนะ, คิริโตะ, และ ไคลน์ ที่รักการเล่นเกมในโลกเสมือนจริง หรือก็คือการเล่นเกมออนไลน์อย่างที่เราเข้าใจกัน
Anime

แนะนำอนิเมะ Black Butler

แนะนำอนิเมะ Black Butler สำหรับอนิเมะเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อบ้าน คนนึงที่เป็นคนรับใช้ของบ้านพระเอก และได้เป็นคนรับใช้มาหลายชั่วอายุปีเป็นปีศาจ

Leave a reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

More in:Anime

Anime

มหาศึกคนชนเทพ แรนด์กรีส (Record of Ragnarok)

แรนด์กรีส หรือ แรนกริฟ (Randgriz) เธอคือส่วนหนึ่งในกลุ่มนักรบหญิงศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ “วัลคีรี่” มีหน้าที่ในการนำพาดวงวิญญาณของนักรบผู้วายชนม์ ไปยังดินแดนสวรรค์ที่ชื่อว่า “วัลฮาล่า”
Anime

มหาศึกคนชนเทพ เกล (Record of Ragnarok)

เกล หรือ เกรอา (Göll) เธอคือหนึ่งในเทพนักรบวัลคีรี่ ที่ถูกกล่าวถึงในบทกวีเอ็ดด้า เป็นเทพนักรบหญิง และ ผู้ส่งสาร ซึ่งขึ้นตรงต่อเทพโอดินและบรุนฮิลด์ หัวหน้าของกลุ่มนักรบวัลคีรี่ มีสิทธิ์ชี้เป็นชี้ตายในการต่อสู้ของนักรบ
Anime

ประวัติทาเคมิจิ Tokyo Revengers

ประวัติทาเคมิจิ Tokyo Revengers ชายหนุ่มผู้ย้อนเวลาได้ หรือ Time Leaper เพื่อช่วยฮินาตะ ทาจิบานะ แฟนสาวของเขา ทุกคนที่เขาใส่ใจ